• Football Sport News,  UFABET : Football Knowledge

    เมื่อ บาเยิร์น และ ลิเวอร์พูล แข่งขันนอกสนามเพื่อล่าตัว ‘ติโม แวร์เนอร์’


    UCL นอกรอบ

    บาเยิร์น มิวนิค และ ลิเวอร์พูล เป็นสองทีมที่กำลังมีข่าวแรงมากกับ ติโม แวร์เนอร์ หัวหอกทีมชาติเยอรมัน และอาร์เบไลป์ซิก แต่เขาจะเลือกไปที่ไหนเมื่อหมดสัญญาเมื่อจบฤดูกาลนี้? ลองมาวิเคราะห์จากบทสัมภาษณ์ของเขากัน


    “หากคุณเล่นในเยอรมันและอยากอยู่ที่เยอรมันต่อ มีเพียงแค่สโมสรเดียวเพียงเท่านั้น” ติโม แวร์เนอร์ ตอบนักข่าวเหมือนเป็นการบอกใบ้ว่า บาเยิร์น มิวนิก คือจุดหมายต่อไปของเขา หลังจากถูกถามถึงการย้ายทีมในช่วง มกราคม และเจ้าตัวก็มีข่าวกับ บาเยิร์น มิวนิค และ ลิเวอร์พูล

    ทำไม แวร์เนอร์ ถึงได้รับความสนใจมากน่ะเหรอ? เรามาค่อยๆศึกษาเขาไปพร้อมกัน นี่คือ 5 สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับตัวเขา

    • เริ่มต้นอาชีพกับ สตุ๊ทการ์ท
    • เขาทำได้เพียง 14 ประตูจากการลงสนาม 103 เกม ให้กับ สตุ๊ทการ์ท
    • แวร์เนอร์ ย้ายไป ไลป์ซิก ในปี 2016 หลังจากลงเล่น 3 ฤดูกาลให้ สตุ๊ทการ์ท
    • แวร์เนอร์ โชว์ผลงานได้ดีมากกับ ไลป์ซิก โดยเขายิงไป 55 ประตูจาก 96 เกมที่ลงสนาม
    • แข้งวัย 22 ปียิงไปแล้ว 10 ประตูและทำ 2 แอสซิสต์ จาก 15 เกมที่ลงสนามใน บุนเดสลิกา ฤดูกาลนี้

    แวร์เนอร์ ไม่สามารถหาตาข่ายเจอในเกมที่พบกับ บาเยิร์น มิวนิค ใน บุนเดสลิกา เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ฟรองค์ ริเบรี่ ตัวเก๋าของ บาเยิร์น เป็นคนเดียวที่ทำประตูได้ในเกมอันน่าเบื่อกลางสัปดาห์ที่ อัลลิอันซ์ อารีน่า

    ชัยชนะของ บาเยิร์น ได้เพิ่มความกดดันไปให้กับจ่าฝูงอย่าง โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ โดยลดช่องว่างเหลือ 6 คะแนน ส่วน ไลป์ซิก ในอันดับ 4 ก็ตาม บาเยิร์น อยู่ 5 คะแนน

    หลังจากเกมนั้น หัวหอกทีมชาติ เยอรมัน ได้ออกมาบอกใบ้ถึงการที่เขากระสันที่อนาคตข้างหน้าอยากที่จะไปเล่นกับทีมฝั่งตรงข้ามที่พึ่งชนะทีมของเขาไป

    “ผมมีช่วงเวลา 2 ปีครึ่งที่ยอดเยี่ยมมากกับ ไลป์ซิก ดังนั้นผมได้มองถึงภาพในอนาคตไว้แล้ว” แวร์เนอร์ กล่าวกับ Sky Sports Germany

    “ภาพในอนาคตผมมองเห็นถึงการไปอยู่กับสโมสรอื่น หากคุณเล่นในเยอรมันและอยากอยู่ที่เยอรมันต่อ มีเพียงแค่สโมสรเดียวเพียงเท่านั้น”

    แวร์เนอร์ ยิงไป 13 ประตูจาก 19 เกม ในฤดูกาลนี้ และสโมสรต่างๆทั่วยุโรปก็กำลังกระสันอยากได้ลายเซ็นของเขา ไลป์ซิก เหมือนจะต้องขายหัวหอกวัย 22 ปี ถ้าไม่มีการต่อสัญญาเกิดขึ้น ซึ่งสัญญาของเขากำลังจะหมดเมื่อจบฤดูกาลนี้

    แวน์เนอร์ มีโอกาสจะไปที่ไหนมากที่สุด?

    แวร์เนอร์ พูดเป็นนัยว่าการเล่นให้กับ บาเยิร์น เป็นสิ่งที่เขาหวังไว้เป็นอันดับต้นๆ แต่ก็มีสโมสรอื่นๆที่กำลังสนใจในตัวกองหน้ารายนี้ อ้างอิงจาก Adendzeitung สื่อกีฬาของเมืองมิวนิค ได้เผยว่า ลิเวอร์พูล คือ ‘ทีมคู่แข่งที่จริงจัง’ ที่จะมาแย่งคว้าลายเซ็นของ แวร์เนอร์

    ถึงแม้หงส์แดงจะยิงประตูอย่างถล่มถลาย โดยมี โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ที่เป็นเจ้าของรางวัลดาวซัลโวในฤดูกาลที่แล้วและยังคงทลายประตูอย่างสม่ำเสมอในฤดูกาลนี้ แต่พวกเขายังไม่มี ‘กองหน้าอาชีพ’ ที่แท้จริงและพึ่งพาได้อยู่ในทีม

    รายงานอ้างว่า ลิเวอร์พูล พิจารณาถึงการเซ็นสัญญากับ แวร์เนอร์ ล่วงหน้าและกองหน้ารายนี้ก็ถูกแมวมองจับตามองมาซักพักแล้วโดยมีคำสั่งมาจาก เยอร์เกน คล็อปป์

    เมื่อกลางปีที่ผ่านมา แวร์เนอร์ เคยเผยกับ FourFourTwo ว่าเขามีความประสงค์ที่จะมาเล่นใน พรีเมียร์ลีก แต่อยากเล่นให้ทีมแชมป์ลีก 13 สมัยอย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด “ใช่แล้ว การได้เล่นใน พรีเมียร์ลีก เป็นฝันสำหรับผม ผมคงจะเลือกเล่นให้กับสองหรือสามสโมสร และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นหนึ่งในนั้น”

    “แต่คงไม่ใช่อีกไม่กี่ปีข้างหน้า ต้องรอหลังจากภาษาอังกฤษของผมดีขึ้นกว่านี้อีกนิด” แวร์เนอร์ เสริม

    แต่ทั้งนี้ นิโก้ โควัช หัวหน้าผู้ฝึกสอนของ บาเยิร์น ก็ไม่ได้แอบซ่อนความชื่นชมของเขาที่มีต่อ แวร์เนอร์ ก่อนที่เกมเมื่อกลางสัปดาห์จะเริ่มต้นขึ้น โดยเขาได้พูดสั้นๆถึงข่าวลือในการซื้อขาย

    “ติโม แวร์เนอร์ เป็นนักเตะที่ยอดเยี่ยม เขามีทักษะที่ดีเยี่ยม” โควัช ได้กล่าวกับ Kicker “อะไรจะเกิดขึ้นในตลาดหน้าหนาวหรือหน้าร้อนหน้า เราจะปล่อยมันไปก่อน”​


    Powered by UFABET

  • Football Sport News,  UFABET : Football Knowledge

    ราฟา + บีร็อด = เจอร์เกน คล็อปป์


    หงส์เเดงที่รอคอย

    หนึ่งในกุญแจสำคัญที่ลิเวอร์พูลบินสูงในตอนนี้ คือการที่คล็อปป์สามารถสร้างสมดุลในแผนการเล่นของตัวเองได้เสียที ซึ่งมันก็เป็นเหมือนกับการผนวกความแกร่งในเกมรับแบบเบนิเตซ และความดุดันในเกมรุกแบบร็อดเจอร์ส มาไว้ด้วยกัน


    ลิเวอร์พูลไม่สามารถคว้าแชมป์ลีกสูงสุดของอังกฤษได้ตั้งแต่ปี 1990 และตลอด 28 ปี ที่ผ่านมา พวกเขาก็ทำได้เพียงแค่ใกล้เคียงกับการเป็นแชมป์ลีก แม้ในบางช่วงเวลา ทีมจะมีแข้งพรสวรรค์สูงอย่างเฟอร์นานโด ตอร์เรส, หลุยส์ ซัวเรส และสตีเว่น เจอร์ราร์ด อยู่ในทีมด้วยก็ตาม

    อย่างไรก็ตาม ทุกอย่างดูเหมือนจะเปลี่ยนไป นับตั้งแต่ชายที่ชื่อ เจอร์เกน คล็อปป์ เข้ามากุมบังเหียนทีมจากเมอร์ซีย์ไซด์ ในฤดูกาลนี้ เขาพาทีมไม่แพ้ในลีกมาแล้ว 18 เกมติดต่อกัน ซึ่งมากกว่าที่ราฟา เบนิเตซ เคยทำไว้เมื่อปี 2008 1 เกม และมากกว่าที่ร็อดเจอร์สเคยทำไว้เมื่อปี 2014 2 เกม

    แล้วอะไรกันที่ทำให้ทัพหงส์แดงทำผลงานได้ดีในฤดูกาลนี้งั้นเหรอ เอาเป็นว่าเพราะเราดูสถิติของเบนิเตซ และ ร็อดเจอร์ส แล้ว ก็ทำให้เราเข้าใจได้ว่า คล็อปป์นำความยอดเยี่ยมจากสไตล์การเล่นของเบนิเตซ และ ร็อดเจอร์ส มารวมกันไงล่ะ

    เกมรับที่เหนียวแน่นในแบบของเบนิเตซ เมื่อบวกกับเกมรุกอันมีชีวิตชีวาในแบบร็อดเจอร์ส ที่คล็อปป์นำมาปลูกฝังให้นักเตะเข้าใจและมีความรับผิดชอบต่อการเล่น ให้สมกับการเล่นเป็นนักเตะของทัพหงส์แดง

    แต่มันจะเป็นจริงอย่างที่เราเกริ่นไว้หรือไม่ เราจะมาเจาะลึกให้ทราบกันอย่างชัดเจน


    วัดจากสถิติ

    เบนิเตซสร้างทีมให้มีเกมรับแข็งแกร่ง และทำให้คู่แข่งเจาะผ่านยาก ขณะเดียวกันก็ใช้ความเร็วของเฟอร์นานโด ตอร์เรส ในการทะลวงคู่แข่ง และตลอดสถิติการไม่แพ้ใครติดกัน 17 เกมของกุนซือสแปนิช ก็ปรากฏว่าพวกเขาไม่เสียประตูถึง 10 เกม

    โดยแนวรับในชุดนั้นประกอบด้วยซามี่ ฮูเปีย และดาเนี่ยล แอ็กเกอร์ ซึ่งยังไม่รวมเจมี่ คาร์ราเกอร์ ซึ่งเบนิเตซเข้ามาปับปรุงแนวรับของทีมให้แข็งแกร่งขึ้นอย่างชัดเจน ต่างจากสมัยที่รอย อีแวนส์ คุมทีมอยู่

    อย่างไรก็ตาม หากวัดจะช่วงที่ทำสถิติ ทีมของเบนิเตซทำได้เพียง 27 ประตู ต่างจากยุคของคล็อปป์และร็อดเจอร์ส ที่ทำประตูได้ 41 และ 52 ลูก ตามลำดับ

    ซึ่งสถิติไม่แพ้ใคร 17 เกมติดกันในลีกของเบนิเตซ เกิดในช่วงระหว่างฤดูกาล 2007/08 ซึ่งทีมได้อันดับ 4 และในฤดูกาล 2008/09 ที่ได้อันดับ 2 แม้วิธีการนี้จะทำให้ลิเวอร์พูลก้าวขึ้นมาเป็นทีมลุ้นแชมป์ได้ แต่มันก็ทำให้แฟนรู้สึกเซ็งเล็กน้อย แม้หลังๆ เล่า เดอะ ค็อป อาจจะชินเรื่องนี้ก็ตาม


    ยิงแหลกยุคร็อดเจอร์ส

    ลิเวอร์พูลในยุคของร็อดเจอร์สต่างกับในยุคของเบนิเตซอย่างสิ้นเชิง ในช่วงที่ทีมไม่แพ้ใคร 16 เกม ลูกทีมของร็อดเจอร์สทำประตูไปถึง 52 เกม อย่างไรก็ตาม แนวรับของทีมในชุดนั้นพร้อมจะเสียประตูตลอดเวลา

    พวกเขาเสียไป 21 ประตู ปล่อยให้คู่แข่งมีโอกาสยิง 200 ครั้ง และเก็บคลีนชีตได้เพียง 5 เกม และความอ่อนแอในแผงหลังของทีม ก็ทำให้ลิเวอร์พูลพลาดการคว้าแชมป์ลีกในฤดูกาล 2013/14 ไปอย่างไม่น่าเชื่อ โดยเฉพาะในเกมกับคริสตัล พาเลซ ในเซลเฮิร์ต ปาร์ค ที่ทัพหงส์แดงนำก่อน 3-0 แต่เกมกลับจบด้วยสกอร์ 3-3 ซึ่งเกมนั้นก็บอกถึงความยอดเยี่ยมในแนวรุก และความย่ำแย่ในแนวรับของลิเวอร์พูลชุดนั้นได้เป็นอย่างดี

    การจะทำให้ทีมเป็นแชมป์ ทีมๆ นั้นจะต้องมีเกมรับที่แข็งแกร่งด้วย ไม่ใช่แค่มีเกมรุกยอดเยี่ยมเพียงอย่างเดียว ซึ่งร็อดเจอร์สไม่สามารถทำอย่างนั้นได้ และเมื่อพวกเขาเสียหลุยส์ ซัวเรส ให้บาร์เซโลน่า ทัพหงส์แดงก็ตกลงมาอยู่ในอันดับ 6 แทน ทั้งที่ซีซั่นที่แล้วพวกเขาเป็นรองแชมป์


    ผนวกจุดเด่น

    ในช่วงแรก คล็อปป์อาจจะโดนวิจารณ์อย่างหนักในเรื่องการจัดการเกมรับ แต่ในที่สุด อดีตกุนซือดอร์ทมุนด์ก็หาระบบที่สามารถผนวกเกมรับในแบบของเบนิเตซ และเกมรุกในแบบของร็อดเจอร์สให้ลงตัวได้สำเร็จ

    ตอนนี้ก็ผ่านมา 18 เกมแล้ว ที่ลิเวอร์พูลภายใต้การทำทีมของคล็อปป์ ซึ่งให้ลูกทีมเพรสซิ่งสูง และใช้ความเร็วในแนวรุก ไม่แพ้คู่แข่งรายใดเลยในลีก

    ลิเวอร์พูลเสริมความแกร่งในแนวรับด้วยการดึงตัวเวอร์กิล ฟาน ไดจ์ค มาร่วมทีม ขณะเดียวกันก็ดึงนาบี เกอิต้า และฟาบินโญ่ เพื่อเพิ่มพละกำลังในแดนกลาง และในเกมล่าสุด พวกเขาก็กำราบแมนฯ ยูไนเต็ด อย่างราบคาบด้วยสกอร์ 3-1

    ตอนนี้คล็อปป์ก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า เขาสามารถหาความสมดุลให้กับทีมได้แล้ว และผลงานของพวกเขาก็ดีกว่าซีซั่นที่แล้วอย่างเห็นได้ชัด ในฤดูกาลนี้พวกเขาเพิ่งเสียไปเพียง 7 ประตู คู่แข่งมีโอกาสทำประตูใส่เพียง 141 ครั้ง และรักษาคลีนชีตได้ถึง 10 เกม

    นอกจากนี้ ลิเวอร์พูลยังมีขุมกำลังในทีมที่มากมายขึ้น พวกเขามีจอร์แดน เฮนเดอร์สัน และ เซอร์ดาน ชาคิรี่ นั่งอยู่ที่ม้านั่งสำรองในเกมแดงเดือด เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ซึ่งมันหมายถึงพวกเขามีขุมกำลังที่เพียบพร้อมมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ทัพหงส์แดงก็ยิงประตูได้แค่ 41 ลูก จากสถิติ 18 เกมที่ไม่แพ้ใครซึ่งน้อยกว่ายุคร็อดเจอร์ส แต่มันก็แทนที่ด้วยเกมรับที่แข็งแกร่งขึ้น


    ต้องไม่พลาดกับทีมใหญ่

    ในฤดูกาลที่เบนิเตซพาหงส์แดงจบอันดับ 2 ในลีก ทีมพวกเขาแพ้เพียง 2 เกมตลอดฤดูกาล แต่ฤดูกาลก่อนหน้านั้น พวกเขาแพ้ให้กับแมนฯ ยูไนเต็ด ทั้งเหย้าเยือน และก็ทำให้พวกเขาจบในอันดับ 4 เท่านั้น

    ส่วนร็อดเจอร์สนั้น พวกเขาแพ้ให้กับอาร์เซนอล, แมนฯ ซิตี้ และแพ้ให้เชลซีทั้งเหย้าเยือน แต่พวกเขาก็เอาชนะสเปอร์ส และแมนฯ ยูไนเต็ด ได้ทั้งไปและกลับ

    อย่างไรก็ตาม ลิเวอร์พูลยังไม่แพ้ให้กับทีมใหญ่ทีมใดเลยในฤดูกาลนี้ ซึ่งนี่ถือเป็นกุญแจสำคัญในการพาทีมไปสู่การคว้าแชมป์สำหรับเจอร์เกน คล็อปป์ และถ้าอดีตผู้จัดการทีมดอร์ทมุนด์ยังรักษาความสม่ำเสมอของทีมไว้ได้ พวกเขาก็อาจจะยุติการร้างแชมป์ลีกไว้เพียง 28 ปีเท่านั้น


    Powered by UFABET

  • Football Sport News,  UFABET : Football Knowledge

    จัดทีม ‘ยอดเยี่ยม’ และ ‘ยอดแย่’ ในศึกแชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่ม

    ยอดเยี่ยม / ยอดแย่

    ​นี่คือการจัดทีมนักเตะที่ทำผลงานได้ดี และทำผลงานได้น่าผิดหวัง ในศึกแชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่ม 2018/19 มาดูกันว่าจะมีนักเตะจากทีมที่คุณชื่นชอบไหม และเขาจะอยู่ในทีม ‘ยอดเยี่ยม’ หรือ ‘ยอดแย่’ ของเรา ติดตามได้ที่นี่


    ทีมยอดเยี่ยม

    ผู้รักษาประตู : อลิสซอน (ลิเวอร์พูล)

    ในซัมเมอร์ที่ผ่านมา ลิเวอร์พูลจ่ายเงินถึง 66.8 ล้านปอนด์ เพื่อคว้าตัวผู้รักษาประตูเครางามคนนี้มาร่วมทีม และเขาก็สามารถประสานงานกับแผงหลัง จนช่วยให้หงส์แดงเสียประตูน้อยที่สุดในพรีเมียร์ลีกตอนนี้ และเพิ่งจะโชว์การเซฟลูกยิงของอาร์คาดิอุสซ์ มิลิค ในเกมกับนาโปลี จนช่วยให้ทัพหงส์แดงผ่านเข้ารอบน็อคเอาท์ได้สำเร็จอีกด้วย ในตอนนี้ ดูเหมือนว่าอลิสซอนจะเป็นผู้รักษาประตูที่ช่วยยกระดับลิเวอร์พูลได้อย่างแท้จริง


    แบ็คขวา เจา คันเซโล่ (ยูเวนตุส)

    หากคุณได้ดูคันเซโล่เล่นให้กับยูเวนตุสบ่อยๆ คุณจะรู้เลยว่าเขาเป็นฟูลแบ็คที่ยอดเยี่ยมขนาดไหน ดาวเตะทีมชาติโปรตุเกสรายนี้มีความเร็วจัดจ้าน เติมเกมรุกทางด้านข้างได้ดี และครอสบอลได้อย่างแม่นยำ พูดง่ายๆ คือ อดีตดาวเตะอินเตอร์ มิลาน รายนี้ คือฟูลแบ็คในแบบที่ทุกสโมสรต้องการคว้าไปร่วมทีม


    เซนเตอร์แบ็ค : มานูเอล อคานจี (ดอร์ทมุนด์)

    เราไม่รู้เลยว่าอะไรเป็นสิ่งที่เหนือความคาดหมายมากกว่ากัน ระหว่างการที่ดอร์ทมุนด์ทำผลงานได้เยี่ยมมากในซีซั่นนี้ กับการที่อคานจี่ปรับตัวให้เข้ากับทัพเสือเหลืองได้อย่างรวดเร็ว ปราการหลังชาวสวิสรายนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญในแนวรับของลูเชียน ฟาฟร์ ในซีวั่นนี้ และเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้ดอร์ทมุนด์จบด้วยการเป็นแชมป์กลุ่ม A ในรอบแบ่งกลุ่มศึกแชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาลนี้


    เซนเตอร์แบ็ค : จอร์โจ้ คิเอลลินี่ (ยูเวนตุส)

    นอกจากเคราร์ด ปิเก้ แล้ว กองหลังอีกคนที่ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม แต่กลับไม่ได้รับการพูดถึงมากนักก็คือคิเอลลินี่ เขาเป็นหัวใจสำคัญในแนวรับของยูเวนตุสมาโดยตลอด และฤดูกาลนี้ เจ้าตัวก็ยังทำผลงานได้ยอดเยี่ยม และพาทีมจบเป็นแชมป์กลุ่มได้อย่างไม่ยากเย็น แม้จะมีแมนฯ ยูไนเต็ด และบาเลนเซีย เป็นเพื่อร่วมกลุ่มก็ตาม


    แบ็คซ้าย ฆอร์ดี้ อัลบา (บาร์เซโลน่า)

    แบ็คจอมบุกของบาร์เซโลน่ารายนี้ ยังคงทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม และประสานงานกับบรรดาตัวรุกของทีมได้เป็นอย่างดี ในศึกแชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาลนี้ อัลบาทำแอสซิสต์ได้มากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของรายการ นอกจากนี้ เขายังทำประตูไปแล้ว 1 ลูก ในเกมเอาชนะอินเตอร์ มิลาน 2-0 ที่คัมป์ นู


    กองกลาง ฮุสเซ็ม อาอัวร์ (ลียง)

    ลียงสามารถผ่านเข้าไปเล่นในรอบน็อคเอาท์แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้สำเร็จ ซึ่งต้องขอบคุณเกมรุกของทีมที่เล่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ และหนึ่งในนักเตะที่ทำผลงานได้ดีที่สุดก็คืออาอัวร์ มิดฟิลด์ของทีม เจ้าหนุ่มวัย 20 ปี รายนี้ เป็นหัวใจสำคัญในการสร้างสรรค์เกมรุกของทีมดังจากฝรั่งเศส และเขาก็สร้างโอกาสให้ตัวรุกอย่างกอร์เนต์, เดปาย และเฟคีร์ ได้มากมายพอสมควรเลยทีเดียว


    กองกลาง เซร์จิโอ้ บุสเกตส์ (บาร์เซโลน่า)

    เขาอาจจะไม่ได้เป็นที่พูดถึงมากนัก แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าบุสเกตส์เป็นหนึ่งในกองกลางที่ดีที่สุดในโลก แม้ฤดูกาลนี้ บาร์เซโลน่าจะอยู่ในกลุ่มสุดหินร่วมกับสเปอร์ส, อินเตอร์ มิลาน และพีเอสวี แต่ผลงานการตัดเกม การเชื่อมเกมของบุสเกตส์ก็ยังยอดเยี่ยมเหมือนเคย และเจ้าตัวก็ช่วยให้ทัพอาซูลกราน่าจบด้วยการเป็นแชมป์กลุ่ม ในแบบที่ไม่แพ้ใครเลยตลอด 6 นัด


    ปีกขวา คิลิยัน เอ็มบัปเป้ (เปแอสเช)

    เราไม่รู้จะหาคำไหนมาชื่นชมยอดดาวรุ่งรายนี้อีกแล้ว เอ็มบัปเป้ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในรอบแบ่งกลุ่ม เขาใช้ความเร็ว และทักษะอันยอดเยี่ยมของตัวเอง ช่วยให้ทีมมหาเศรษฐีจากแดนน้ำหอมผ่านเข้ารอบในฐานะแชมป์กลุ่มได้สำเร็จ พร้อมกับทำไป 3 ประตู และ 4 แอสซิสต์ จาก 6 เกมในรายการนี้


    กองกลางตัวรุก : ลีโอเนล เมสซี่ (บาร์เซโลน่า)

    สำหรับเรา เขาเป็นผู้เล่นที่ทำผลงานได้ดีที่สุดในแชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่ม ฤดูกาลนี้ (แน่ล่ะ ก็เขาเก่งที่สุดในโลกนี่) แม้จะพลาดการลงสนามในเกมกับอินเตอร์ มิลาน ทั้ง 2 นัด รวมถึงเป็นเพียงแค่สำรองในเกมนัดสุดท้ายกับสเปอร์ส แต่ดาวเตะทีมชาติอาร์เจนติน่าก็ทำไปแล้ว 6 ประตู ในการแข่งขันชิงถ้วยหูโตปีนี้ และเมสซี่เองก็คงหวังว่า ตัวเองจะสามารถทำผลงานได้ดีไปเรื่อยๆ จนพาทีมคว้าแชมป์ยุโรปสมัยที่ 6 ได้สำเร็จเสียที


    ปีกซ้าย ดูซาน ทาดิช (อาหยักซ์)

    มีแฟนบอลอยู่ไม่มากหรอกที่คิดว่าอาหยักซ์จะทำผลงานได้ดีในแชมเปี้ยนส์ ลีก แต่พวกเขาก็ทำได้ดีจริงๆ ทีมจากแดนกังหันไม่แพ้ใครเลยตลอด 6 นัดในรอบแบ่งกลุ่ม พวกเขาอาจจะมีดาวรุ่งที่เนื้อหอมอย่างเด ลิกต์ และ เด ยอง แต่คนที่ทำผลงานได้ดีจริงๆ คือเพลย์เมคเกอร์อย่างทาดิช ทักษะการเลี้ยงและการสร้างสรรค์เกมของเขา เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้ทีมจอมปั้นดาวรุ่งทีมนี้ผ่านเข้ารอบน็อคเอาท์ของแชมเปี้ยนส์ ลีก ได้เป็นครั้งแรก นับตั้งแต่ฤดูกาล 2005/06 เลยทีเดียว


    กองหน้า : โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ (บาเยิร์น มิวนิค)

    แม้ว่าเลวานดอฟสกี้และผองเพื่อนจะมีช่วงเวลาที่ไม่ดีนักในบุนเดสลีก้า แต่ในแชมเปี้ยนส์ ลีก พวกเขายังทำผลงานได้ดี และดาวยิงเลือดโปลก็ทำไปแล้ว 8 ประตู จากการลงเล่น 6 เกม พร้อมกับนำเป็นดาวซัลโวของทัวร์นาเมนท์ ณ ขณะนี้


    ทีมยอดแย่

    ผู้รักษาประตู : อังเดรย์ เปียตอฟ (ชัคเตอร์ โดเนสต์)

    ในการแข่งขันแชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาลนี้ แนวรับของชัคเตอร์ฯ ทำผลงานได้ไม่ดีเลย และนั่นก็ทำให้เปียตอฟโดนยิงเป็นว่าเล่น พวกเขาเสียประตูเฉลี่ยนัดละ 2.67 ประตู และมีแค่เพียงเกมนัดสุดท้ายที่เสมอกับลียง 1-1 เท่านั้น ที่พวกเขาโดนยิงน้อยกว่า 2 ลูก และผลงานเกมรับสุดย่ำแย่ก็ทำให้พวกเขาต้องหล่นไปเล่นในยูโรป้า ลีก แทน


    แบ็คขวา ฆวนฟราน (แอตฯ มาดริด)

    บางที ฆวนฟรานควรจะอำลาทัพตราหมีไปตั้งแต่ 2 ปีก่อนแล้ว แต่ตอนนี้เขาก็ยังอยู่ แบ็คขวาชาวสแปนิชเฉื่อยช้าลงเยอะ และเขาก็เป็นคนที่โดนเจดอน ซานโช่ เผาเครื่องอย่างหนัก จนทำให้ดีเอโก้ ซิเมโอเน่ ต้องพบกับความพ่ายแพ้ที่ขาดลอยที่สุดในการเป็นกุนซือของตัวเอง (แพ้ 0-4)


    เซนเตอร์แบ็ค เฌแมร์ซอน (โมนาโก)

    เฌแมร์ซอนทำผลงานได้ไม่ดีตั้งแต่เกมแรกจนถึงเกมสุดท้ายในศึกแชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาลนี้ แต่จริงๆ แล้ว ผู้เล่นโมนาโกทุกคนก็เป็นแบบเขา แต่สาเหตุที่เขาถูกเรายกให้เป็นผู้เล่นที่แย่เหนือใครในทีม ก็เป็นพร้อมฟอร์มการเล่นในเกมกับแอตฯ มาดริด ทั้งสองเกม ซึ่งเขาโดนอังเคล คอร์เรอา เผาเครื่องจนหมดสภาพกองหลังทีมชั้นนำของฝรั่งเศสไปเลย


    เซนเตอร์แบ็ค เจสัน เดนาเยอร์ (ลียง)

    ลียงอาจจะมีแนวรุกที่เล่นได้อย่างดุดันในศึแชมเปี้ยนส์ ลีก แต่ทว่าแนวรับของพวกเขานั้นทำผลงานตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง พวกเขาพร้อมจะเสียประตูทุกเมื่อ และเดนาเยอร์ก็เป็นหนึ่งในคนที่ทำให้แนวรับของลียงดูขาดความแข็งแกร่ง โดยเฉพาะการทำพลาดจนทำให้ชัคเตอร์ฯ ได้ประตูนำไปก่อน ในเกมนัดสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่ม


    แบ็คซ้าย ฟาเบียน เดลฟ์ (แมนฯ ซิตี้)

    เดลฟ์อาจจะทำผลงานได้ยอดเยี่ยมกับแมนฯ ซิตี้ เมื่อฤดูกาลที่แล้ว แต่ในแชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาลนี้ เขาไม่สามารถทำผลงานได้ใกล้เคียงปีที่แล้วเลย ในเกมที่เปิดบ้านพบกับลียง ทีมจากฝรั่งเศสนั้นเลือกที่จะเจาะแต่ทางฝั่งของอดีตดาวเตะแอสตัน วิลล่า จนที่สุดแล้ว เดลฟ์ก็เตะบอลวืด จนเป็นเหตุให้ทีมเสียประตู


    กองกลางตัวรับ เนมันย่า มาติช (แมนฯ ยูไนเต็ด)

    มาติชเป็นนักเตะที่มีสรีระซึ่งช่วยให้ตัวเองได้เปรียบมากในการรับบทบาทกองกลางตัวรับ แต่ในปีนี้ เขาไม่สามารถใช่ความได้เปรียบดังกล่าวมาช่วยทีมได้เลย และบางทีการไม่ส่งเขาลงสนามในเกมกับบาเลนเซีย ก็อาจเป็นเพียงการไม่ให้ดาวเตะชาวเซิร์บก่อความผิดพลาดให้เห็น มากกว่าจะเป็นการพักนักเตะเพื่อให้สดที่สุดในเกมแดงเดือดวันอาทิตย์นี้


    กองกลาง : ดานี่ ปาเรโฆ่ (บาเลนเซีย)

    กัปตันทีมบาเลนเซียไม่สามารถโชว์ผลงานการสร้างสรรค์เกมให้ทีมได้เลยในแชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาลนี้ และนั่นก็ทำให้ทีมต้องตกรอบไป นอกจากนี้เขายังเป็นคนที่ทำให้ทีมเสียจุดโทษลูกแรก ในเกมนัดแรกของรอบแบ่งกลุ่มกับยูเวนตุส ซึ่งเหลือ 10 คน และเจ้าตัวก็ยังเป็นคนที่พลาดจุดโทษในช่วงท้ายเกมดังกล่าวด้วย เกมนั้นคงเป็นเหมือนฝันร้ายของมิดฟิลด์ชาวสแปนิชจริงๆ นะเนี่ย


    กองกลาง ยูริ เทียเลอมองส์ (โมนาโก)

    มิดฟิลด์ดาวรุ่งรายนี้ต้องเผชิญกับความยากลำบากในการเค้นฟอร์มที่ดีที่สุดออกมากับโมนาโก เจ้าตัวอาจจะมีสถิติการเล่นที่ไม่เลวนัก แต่ผลงานของทีมกับแย่มาก และนั่นก็เป็นเพราะเทียเลมองส์ไม่สามารถสร้างความแตกต่างให้ทีมได้เลย และการที่กองกลางคนสำคัญของทีมเล่นไม่ออก ก็ไม่น่าแปลกใจเลยที่โมนาโกจะต้องตกรอบไปอย่างรวดเร็วในปีนี้ แต่บางทีเธียร์รี่ อองรี อาจจะดีใจก็ได้นะ เพราะเขาจะได้เอาเวลาไปพาทีมหนีโซนตกชั้นในลีกอย่างเต็มที่เสียที


    ปีกขวา โรดริโก้ (บาเลนเซีย)

    อาจจะไม่แฟร์นักที่เราจะตำหนิโรดิรโก้ แต่เขาก็เป็นแนวรุกตัวหลักเพียงคนเดียวที่ทำประตูให้บาเลนเซียในแชมเปี้ยนส์ ลีก ไม่ได้เลย ทั้งที่ฤดูกาลที่แล้ว เจ้าตัวทำประตูให้บาเลนเซียถึง 19 ลูก จนตกเป็นข่าวกับเรอัล มาดริด บางทีผู้บริหารของทัพโลส เช ก็คงจะเสียดายเหมือนกัน ที่ไม่ยอมปล่อยดาวยิงทีมชาติสเปนรายนี้ไปตั้งแต่แรก เพราะโรดริโก้ฟอร์มตกลงไปอย่างน่าใจหายจริงๆ และเขาก็คือเหตุผลหลักที่ทัพให้ทัพค้างคาวต้องตกรอบแชมเปี้ยนส์ ลีก ไปอย่างรวดเร็ว


    ปีกซ้าย อิวาน เปริซิช (อินเตอร์ มิลาน)

    บางทีนักเตะโครเอเชียอาจจะยังจมอยู่กับความสำเร็จในฟุตบอลโลกอยู่ก็เป็นได้ โดยเฉพาะกับเปริซิช เอ็ด วูดเวิร์ด อาจจะรู้สึกดีขึ้นมาบ้าง ที่ไม่ได้คว้าปีกรายนี้มาร่วมทีม เพราะเปริซิชทำผลงานได้ไม่ดีเลยในการแข่งขันสโมสรยุโรป เจ้าตัวไม่ได้อยู่ในฟอร์มการเล่นที่ดีที่สุด และความฝืดเคืองในเกมรุก โดยเฉพาะในเกมสุดท้ายกับพีเอสวีที่จูเซ็ปเป้ เมอัซซ่า ก็ทำให้พวกเขาต้องตกรอบแบ่งกลุ่มไปพร้อมกับความผิดหวัง


    กองหน้า โรเมลู ลูกากู (แมนฯ ยูไนเต็ด)

    ลูกากูทำผลงานได้น่าผิดหวังมากในฤดูกาลนี้ เขาทำประตูในแชมเปี้ยนส์ ลีก ไม่ได้เลย และโดนจับล้ำหน้ามากที่สุดในทีม เขาอาจจะออกมาบอกว่าที่ตัวเองฟอร์มตก เป็นเพราะการมีกล้ามเนื้อที่มากเกินไป งั้นเราก็มารอดูว่า หากในรอบน็อคเอาท์ เขามีหุ่นที่เพรียวขึ้นแล้ว หัวหอกทีมชาติเบลเยี่ยมจะสร้างความแตกต่างให้ทัพปีศาจแดงได้มากขึ้นไหม เพราะหากทำไม่ได้ มูรินโญ่คงต้องปวดหัวกับปัญหาแนวรุกของทีมต่ออีกแน่นอน


    Powered by UFABET


สมัคร UFABET ดีที่สุดในเอเชีย คืนยอดเสีย 5% ทุกสิ้นเดือน