• Football Sport News,  Uncategorized

    ไม่เอาตัวแถม!ยูเวนตุสแจงเชลซี

    กัลโช่แมร์คาโต้ สื่อของอิตาลี ตีข่าวสาร ยูเวนตุส ไม่สนใจข้อเสนอของ เชลซี

    เว็บ UFABET จะมอบเงินก้อนหนึ่งบวกกับแถม อัลบาโร่ โมราต้า มาให้พวกเขา เพื่อแลกเปลี่ยนกับ กอนซาโล่ อิกวาอิน โดย “เบียงโคเนรี่” ปรารถนาเงินค่าตอบแทนเพียงแค่สิ่งเดียว รวมทั้งพวกเขาก็จะไม่บีบให้ มิลาน จำเป็นต้องยกเลิกคำสัญญายืมตัว อิกวาอิน เร็วกว่ากำหนดด้วย

    ยูเวนตุส สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งเวที กัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี ไม่ยอมรับข้อเสนอจาก เชลซี ที่จะให้ อัลบาโร่ โมราต้า กองหน้าชาวสแปนิชเป็นส่วนหนึ่งส่วนใดในคำแนะนำที่ขอซื้อ กอนซาโล่ อิกวาอิน หัวหอกของพวกเขาไปร่วมกองทัพ ตามการเปิดเผยของ กัลโช่แมร์คาโต้ สื่อของดินแดนมะกะโรนี

    เชลซี กลายเป็นข่าวสารกับ อิกวาอิน ตลอดช่วงก่อนหน้านี้ ภายหลังที่พวกเขาอยากได้กองหน้าคนใหม่ไปร่วมกลุ่มในตลาดซื้อ-ขายนักฟุตบอล รอบสอง ตอนมกราคมนี้ โดยว่ากันว่าดาวเตะชาวอาร์เจนไตน์ก็ต้องการไปซบ “สิงโตน้ำเงินคราม” เช่นกัน เพราะเหตุว่ามันจะมีผลให้เขาได้ร่วมงานกับ เมาริซิโอ ซาร์รี่ ผู้จัดการทีมฟุตบอลคนปัจจุบันนี้ของ เชลซี อีกครั้ง

    จนถึงปัจจุบัน กัลโช่แมร์คาโต้ กล่าวว่า เชลซี ได้ยื่นข้อเสนออย่างเป็นทางการให้ ยูเวนตุส ตรึกตรองแล้ว โดยเป็นการมอบเงินก้อนหนึ่ง พร้อมด้วยจะแถม โมราต้า ให้ด้วย ภายหลังที่หัวหอกชาวสแปนิชเคยอยู่กับ “เบียงวัวเนรี่” มาก่อน แต่ว่า ฟาบิโอ ปาราติชี่ ผู้อำนวยการกีฬาของยอดกลุ่มที่ถิ่น อัลลิอันซ์ สเตเดี้ยม ไม่ยอมรับข้อเสนอนั้นไปเป็นระเบียบ เนื่องจากพวกเขาปรารถนาเงินค่าตอบแทนก้อนโตเพียงอย่างเดียวแค่นั้น

    ดังนี้ จากการที่ในขณะนี้ เอซี มิลาน ยืมตัว อิกวาอิน ไปใช้งาน พร้อมทั้งมีอ็อปชั่นซื้อขาดข้างหลังจบฤดูกาลนี้ที่ 36 ล้านยูโร (โดยประมาณ 1,440 ล้านบาท) ทำให้ทั้งยัง ยูเวนตุส รวมทั้ง มิลาน จำต้องตกลงขาย อิกวาอิน ด้วยกัน ลำแข้งวัย 31 ปีถึงจะสามารถย้ายกลุ่มได้ ซึ่ง กัลโช่แมร์คาโต้ เสริมว่า ยูเวนตุส ก็จะไม่บังคับให้ “รอสโซเนรี่” ยกเลิกข้อตกลงยืมตัวเร็วกว่ากำหนด เพียงแค่เพื่อจะได้ขาย อิกวาอิน ด้วย

    สมัครสมาชิกคลิก : UFABET , แทงบอลออนไลน์ , แทงบอลเงินสด , สูตรแทงบอล , สมัคร UFABET , ยูฟ่าเบท , แทงบอลเงินสด Online

  • Football Sport News,  UFABET : Football Knowledge

    เมื่อ บาเยิร์น และ ลิเวอร์พูล แข่งขันนอกสนามเพื่อล่าตัว ‘ติโม แวร์เนอร์’


    UCL นอกรอบ

    บาเยิร์น มิวนิค และ ลิเวอร์พูล เป็นสองทีมที่กำลังมีข่าวแรงมากกับ ติโม แวร์เนอร์ หัวหอกทีมชาติเยอรมัน และอาร์เบไลป์ซิก แต่เขาจะเลือกไปที่ไหนเมื่อหมดสัญญาเมื่อจบฤดูกาลนี้? ลองมาวิเคราะห์จากบทสัมภาษณ์ของเขากัน


    “หากคุณเล่นในเยอรมันและอยากอยู่ที่เยอรมันต่อ มีเพียงแค่สโมสรเดียวเพียงเท่านั้น” ติโม แวร์เนอร์ ตอบนักข่าวเหมือนเป็นการบอกใบ้ว่า บาเยิร์น มิวนิก คือจุดหมายต่อไปของเขา หลังจากถูกถามถึงการย้ายทีมในช่วง มกราคม และเจ้าตัวก็มีข่าวกับ บาเยิร์น มิวนิค และ ลิเวอร์พูล

    ทำไม แวร์เนอร์ ถึงได้รับความสนใจมากน่ะเหรอ? เรามาค่อยๆศึกษาเขาไปพร้อมกัน นี่คือ 5 สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับตัวเขา

    • เริ่มต้นอาชีพกับ สตุ๊ทการ์ท
    • เขาทำได้เพียง 14 ประตูจากการลงสนาม 103 เกม ให้กับ สตุ๊ทการ์ท
    • แวร์เนอร์ ย้ายไป ไลป์ซิก ในปี 2016 หลังจากลงเล่น 3 ฤดูกาลให้ สตุ๊ทการ์ท
    • แวร์เนอร์ โชว์ผลงานได้ดีมากกับ ไลป์ซิก โดยเขายิงไป 55 ประตูจาก 96 เกมที่ลงสนาม
    • แข้งวัย 22 ปียิงไปแล้ว 10 ประตูและทำ 2 แอสซิสต์ จาก 15 เกมที่ลงสนามใน บุนเดสลิกา ฤดูกาลนี้

    แวร์เนอร์ ไม่สามารถหาตาข่ายเจอในเกมที่พบกับ บาเยิร์น มิวนิค ใน บุนเดสลิกา เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ฟรองค์ ริเบรี่ ตัวเก๋าของ บาเยิร์น เป็นคนเดียวที่ทำประตูได้ในเกมอันน่าเบื่อกลางสัปดาห์ที่ อัลลิอันซ์ อารีน่า

    ชัยชนะของ บาเยิร์น ได้เพิ่มความกดดันไปให้กับจ่าฝูงอย่าง โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ โดยลดช่องว่างเหลือ 6 คะแนน ส่วน ไลป์ซิก ในอันดับ 4 ก็ตาม บาเยิร์น อยู่ 5 คะแนน

    หลังจากเกมนั้น หัวหอกทีมชาติ เยอรมัน ได้ออกมาบอกใบ้ถึงการที่เขากระสันที่อนาคตข้างหน้าอยากที่จะไปเล่นกับทีมฝั่งตรงข้ามที่พึ่งชนะทีมของเขาไป

    “ผมมีช่วงเวลา 2 ปีครึ่งที่ยอดเยี่ยมมากกับ ไลป์ซิก ดังนั้นผมได้มองถึงภาพในอนาคตไว้แล้ว” แวร์เนอร์ กล่าวกับ Sky Sports Germany

    “ภาพในอนาคตผมมองเห็นถึงการไปอยู่กับสโมสรอื่น หากคุณเล่นในเยอรมันและอยากอยู่ที่เยอรมันต่อ มีเพียงแค่สโมสรเดียวเพียงเท่านั้น”

    แวร์เนอร์ ยิงไป 13 ประตูจาก 19 เกม ในฤดูกาลนี้ และสโมสรต่างๆทั่วยุโรปก็กำลังกระสันอยากได้ลายเซ็นของเขา ไลป์ซิก เหมือนจะต้องขายหัวหอกวัย 22 ปี ถ้าไม่มีการต่อสัญญาเกิดขึ้น ซึ่งสัญญาของเขากำลังจะหมดเมื่อจบฤดูกาลนี้

    แวน์เนอร์ มีโอกาสจะไปที่ไหนมากที่สุด?

    แวร์เนอร์ พูดเป็นนัยว่าการเล่นให้กับ บาเยิร์น เป็นสิ่งที่เขาหวังไว้เป็นอันดับต้นๆ แต่ก็มีสโมสรอื่นๆที่กำลังสนใจในตัวกองหน้ารายนี้ อ้างอิงจาก Adendzeitung สื่อกีฬาของเมืองมิวนิค ได้เผยว่า ลิเวอร์พูล คือ ‘ทีมคู่แข่งที่จริงจัง’ ที่จะมาแย่งคว้าลายเซ็นของ แวร์เนอร์

    ถึงแม้หงส์แดงจะยิงประตูอย่างถล่มถลาย โดยมี โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ที่เป็นเจ้าของรางวัลดาวซัลโวในฤดูกาลที่แล้วและยังคงทลายประตูอย่างสม่ำเสมอในฤดูกาลนี้ แต่พวกเขายังไม่มี ‘กองหน้าอาชีพ’ ที่แท้จริงและพึ่งพาได้อยู่ในทีม

    รายงานอ้างว่า ลิเวอร์พูล พิจารณาถึงการเซ็นสัญญากับ แวร์เนอร์ ล่วงหน้าและกองหน้ารายนี้ก็ถูกแมวมองจับตามองมาซักพักแล้วโดยมีคำสั่งมาจาก เยอร์เกน คล็อปป์

    เมื่อกลางปีที่ผ่านมา แวร์เนอร์ เคยเผยกับ FourFourTwo ว่าเขามีความประสงค์ที่จะมาเล่นใน พรีเมียร์ลีก แต่อยากเล่นให้ทีมแชมป์ลีก 13 สมัยอย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด “ใช่แล้ว การได้เล่นใน พรีเมียร์ลีก เป็นฝันสำหรับผม ผมคงจะเลือกเล่นให้กับสองหรือสามสโมสร และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นหนึ่งในนั้น”

    “แต่คงไม่ใช่อีกไม่กี่ปีข้างหน้า ต้องรอหลังจากภาษาอังกฤษของผมดีขึ้นกว่านี้อีกนิด” แวร์เนอร์ เสริม

    แต่ทั้งนี้ นิโก้ โควัช หัวหน้าผู้ฝึกสอนของ บาเยิร์น ก็ไม่ได้แอบซ่อนความชื่นชมของเขาที่มีต่อ แวร์เนอร์ ก่อนที่เกมเมื่อกลางสัปดาห์จะเริ่มต้นขึ้น โดยเขาได้พูดสั้นๆถึงข่าวลือในการซื้อขาย

    “ติโม แวร์เนอร์ เป็นนักเตะที่ยอดเยี่ยม เขามีทักษะที่ดีเยี่ยม” โควัช ได้กล่าวกับ Kicker “อะไรจะเกิดขึ้นในตลาดหน้าหนาวหรือหน้าร้อนหน้า เราจะปล่อยมันไปก่อน”​


    Powered by UFABET

  • Football Sport News,  UFABET : Football Knowledge

    ราฟา + บีร็อด = เจอร์เกน คล็อปป์


    หงส์เเดงที่รอคอย

    หนึ่งในกุญแจสำคัญที่ลิเวอร์พูลบินสูงในตอนนี้ คือการที่คล็อปป์สามารถสร้างสมดุลในแผนการเล่นของตัวเองได้เสียที ซึ่งมันก็เป็นเหมือนกับการผนวกความแกร่งในเกมรับแบบเบนิเตซ และความดุดันในเกมรุกแบบร็อดเจอร์ส มาไว้ด้วยกัน


    ลิเวอร์พูลไม่สามารถคว้าแชมป์ลีกสูงสุดของอังกฤษได้ตั้งแต่ปี 1990 และตลอด 28 ปี ที่ผ่านมา พวกเขาก็ทำได้เพียงแค่ใกล้เคียงกับการเป็นแชมป์ลีก แม้ในบางช่วงเวลา ทีมจะมีแข้งพรสวรรค์สูงอย่างเฟอร์นานโด ตอร์เรส, หลุยส์ ซัวเรส และสตีเว่น เจอร์ราร์ด อยู่ในทีมด้วยก็ตาม

    อย่างไรก็ตาม ทุกอย่างดูเหมือนจะเปลี่ยนไป นับตั้งแต่ชายที่ชื่อ เจอร์เกน คล็อปป์ เข้ามากุมบังเหียนทีมจากเมอร์ซีย์ไซด์ ในฤดูกาลนี้ เขาพาทีมไม่แพ้ในลีกมาแล้ว 18 เกมติดต่อกัน ซึ่งมากกว่าที่ราฟา เบนิเตซ เคยทำไว้เมื่อปี 2008 1 เกม และมากกว่าที่ร็อดเจอร์สเคยทำไว้เมื่อปี 2014 2 เกม

    แล้วอะไรกันที่ทำให้ทัพหงส์แดงทำผลงานได้ดีในฤดูกาลนี้งั้นเหรอ เอาเป็นว่าเพราะเราดูสถิติของเบนิเตซ และ ร็อดเจอร์ส แล้ว ก็ทำให้เราเข้าใจได้ว่า คล็อปป์นำความยอดเยี่ยมจากสไตล์การเล่นของเบนิเตซ และ ร็อดเจอร์ส มารวมกันไงล่ะ

    เกมรับที่เหนียวแน่นในแบบของเบนิเตซ เมื่อบวกกับเกมรุกอันมีชีวิตชีวาในแบบร็อดเจอร์ส ที่คล็อปป์นำมาปลูกฝังให้นักเตะเข้าใจและมีความรับผิดชอบต่อการเล่น ให้สมกับการเล่นเป็นนักเตะของทัพหงส์แดง

    แต่มันจะเป็นจริงอย่างที่เราเกริ่นไว้หรือไม่ เราจะมาเจาะลึกให้ทราบกันอย่างชัดเจน


    วัดจากสถิติ

    เบนิเตซสร้างทีมให้มีเกมรับแข็งแกร่ง และทำให้คู่แข่งเจาะผ่านยาก ขณะเดียวกันก็ใช้ความเร็วของเฟอร์นานโด ตอร์เรส ในการทะลวงคู่แข่ง และตลอดสถิติการไม่แพ้ใครติดกัน 17 เกมของกุนซือสแปนิช ก็ปรากฏว่าพวกเขาไม่เสียประตูถึง 10 เกม

    โดยแนวรับในชุดนั้นประกอบด้วยซามี่ ฮูเปีย และดาเนี่ยล แอ็กเกอร์ ซึ่งยังไม่รวมเจมี่ คาร์ราเกอร์ ซึ่งเบนิเตซเข้ามาปับปรุงแนวรับของทีมให้แข็งแกร่งขึ้นอย่างชัดเจน ต่างจากสมัยที่รอย อีแวนส์ คุมทีมอยู่

    อย่างไรก็ตาม หากวัดจะช่วงที่ทำสถิติ ทีมของเบนิเตซทำได้เพียง 27 ประตู ต่างจากยุคของคล็อปป์และร็อดเจอร์ส ที่ทำประตูได้ 41 และ 52 ลูก ตามลำดับ

    ซึ่งสถิติไม่แพ้ใคร 17 เกมติดกันในลีกของเบนิเตซ เกิดในช่วงระหว่างฤดูกาล 2007/08 ซึ่งทีมได้อันดับ 4 และในฤดูกาล 2008/09 ที่ได้อันดับ 2 แม้วิธีการนี้จะทำให้ลิเวอร์พูลก้าวขึ้นมาเป็นทีมลุ้นแชมป์ได้ แต่มันก็ทำให้แฟนรู้สึกเซ็งเล็กน้อย แม้หลังๆ เล่า เดอะ ค็อป อาจจะชินเรื่องนี้ก็ตาม


    ยิงแหลกยุคร็อดเจอร์ส

    ลิเวอร์พูลในยุคของร็อดเจอร์สต่างกับในยุคของเบนิเตซอย่างสิ้นเชิง ในช่วงที่ทีมไม่แพ้ใคร 16 เกม ลูกทีมของร็อดเจอร์สทำประตูไปถึง 52 เกม อย่างไรก็ตาม แนวรับของทีมในชุดนั้นพร้อมจะเสียประตูตลอดเวลา

    พวกเขาเสียไป 21 ประตู ปล่อยให้คู่แข่งมีโอกาสยิง 200 ครั้ง และเก็บคลีนชีตได้เพียง 5 เกม และความอ่อนแอในแผงหลังของทีม ก็ทำให้ลิเวอร์พูลพลาดการคว้าแชมป์ลีกในฤดูกาล 2013/14 ไปอย่างไม่น่าเชื่อ โดยเฉพาะในเกมกับคริสตัล พาเลซ ในเซลเฮิร์ต ปาร์ค ที่ทัพหงส์แดงนำก่อน 3-0 แต่เกมกลับจบด้วยสกอร์ 3-3 ซึ่งเกมนั้นก็บอกถึงความยอดเยี่ยมในแนวรุก และความย่ำแย่ในแนวรับของลิเวอร์พูลชุดนั้นได้เป็นอย่างดี

    การจะทำให้ทีมเป็นแชมป์ ทีมๆ นั้นจะต้องมีเกมรับที่แข็งแกร่งด้วย ไม่ใช่แค่มีเกมรุกยอดเยี่ยมเพียงอย่างเดียว ซึ่งร็อดเจอร์สไม่สามารถทำอย่างนั้นได้ และเมื่อพวกเขาเสียหลุยส์ ซัวเรส ให้บาร์เซโลน่า ทัพหงส์แดงก็ตกลงมาอยู่ในอันดับ 6 แทน ทั้งที่ซีซั่นที่แล้วพวกเขาเป็นรองแชมป์


    ผนวกจุดเด่น

    ในช่วงแรก คล็อปป์อาจจะโดนวิจารณ์อย่างหนักในเรื่องการจัดการเกมรับ แต่ในที่สุด อดีตกุนซือดอร์ทมุนด์ก็หาระบบที่สามารถผนวกเกมรับในแบบของเบนิเตซ และเกมรุกในแบบของร็อดเจอร์สให้ลงตัวได้สำเร็จ

    ตอนนี้ก็ผ่านมา 18 เกมแล้ว ที่ลิเวอร์พูลภายใต้การทำทีมของคล็อปป์ ซึ่งให้ลูกทีมเพรสซิ่งสูง และใช้ความเร็วในแนวรุก ไม่แพ้คู่แข่งรายใดเลยในลีก

    ลิเวอร์พูลเสริมความแกร่งในแนวรับด้วยการดึงตัวเวอร์กิล ฟาน ไดจ์ค มาร่วมทีม ขณะเดียวกันก็ดึงนาบี เกอิต้า และฟาบินโญ่ เพื่อเพิ่มพละกำลังในแดนกลาง และในเกมล่าสุด พวกเขาก็กำราบแมนฯ ยูไนเต็ด อย่างราบคาบด้วยสกอร์ 3-1

    ตอนนี้คล็อปป์ก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า เขาสามารถหาความสมดุลให้กับทีมได้แล้ว และผลงานของพวกเขาก็ดีกว่าซีซั่นที่แล้วอย่างเห็นได้ชัด ในฤดูกาลนี้พวกเขาเพิ่งเสียไปเพียง 7 ประตู คู่แข่งมีโอกาสทำประตูใส่เพียง 141 ครั้ง และรักษาคลีนชีตได้ถึง 10 เกม

    นอกจากนี้ ลิเวอร์พูลยังมีขุมกำลังในทีมที่มากมายขึ้น พวกเขามีจอร์แดน เฮนเดอร์สัน และ เซอร์ดาน ชาคิรี่ นั่งอยู่ที่ม้านั่งสำรองในเกมแดงเดือด เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ซึ่งมันหมายถึงพวกเขามีขุมกำลังที่เพียบพร้อมมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ทัพหงส์แดงก็ยิงประตูได้แค่ 41 ลูก จากสถิติ 18 เกมที่ไม่แพ้ใครซึ่งน้อยกว่ายุคร็อดเจอร์ส แต่มันก็แทนที่ด้วยเกมรับที่แข็งแกร่งขึ้น


    ต้องไม่พลาดกับทีมใหญ่

    ในฤดูกาลที่เบนิเตซพาหงส์แดงจบอันดับ 2 ในลีก ทีมพวกเขาแพ้เพียง 2 เกมตลอดฤดูกาล แต่ฤดูกาลก่อนหน้านั้น พวกเขาแพ้ให้กับแมนฯ ยูไนเต็ด ทั้งเหย้าเยือน และก็ทำให้พวกเขาจบในอันดับ 4 เท่านั้น

    ส่วนร็อดเจอร์สนั้น พวกเขาแพ้ให้กับอาร์เซนอล, แมนฯ ซิตี้ และแพ้ให้เชลซีทั้งเหย้าเยือน แต่พวกเขาก็เอาชนะสเปอร์ส และแมนฯ ยูไนเต็ด ได้ทั้งไปและกลับ

    อย่างไรก็ตาม ลิเวอร์พูลยังไม่แพ้ให้กับทีมใหญ่ทีมใดเลยในฤดูกาลนี้ ซึ่งนี่ถือเป็นกุญแจสำคัญในการพาทีมไปสู่การคว้าแชมป์สำหรับเจอร์เกน คล็อปป์ และถ้าอดีตผู้จัดการทีมดอร์ทมุนด์ยังรักษาความสม่ำเสมอของทีมไว้ได้ พวกเขาก็อาจจะยุติการร้างแชมป์ลีกไว้เพียง 28 ปีเท่านั้น


    Powered by UFABET

  • Football Sport News,  UFABET : Football Knowledge

    จัดทีม ‘ยอดเยี่ยม’ และ ‘ยอดแย่’ ในศึกแชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่ม

    ยอดเยี่ยม / ยอดแย่

    ​นี่คือการจัดทีมนักเตะที่ทำผลงานได้ดี และทำผลงานได้น่าผิดหวัง ในศึกแชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่ม 2018/19 มาดูกันว่าจะมีนักเตะจากทีมที่คุณชื่นชอบไหม และเขาจะอยู่ในทีม ‘ยอดเยี่ยม’ หรือ ‘ยอดแย่’ ของเรา ติดตามได้ที่นี่


    ทีมยอดเยี่ยม

    ผู้รักษาประตู : อลิสซอน (ลิเวอร์พูล)

    ในซัมเมอร์ที่ผ่านมา ลิเวอร์พูลจ่ายเงินถึง 66.8 ล้านปอนด์ เพื่อคว้าตัวผู้รักษาประตูเครางามคนนี้มาร่วมทีม และเขาก็สามารถประสานงานกับแผงหลัง จนช่วยให้หงส์แดงเสียประตูน้อยที่สุดในพรีเมียร์ลีกตอนนี้ และเพิ่งจะโชว์การเซฟลูกยิงของอาร์คาดิอุสซ์ มิลิค ในเกมกับนาโปลี จนช่วยให้ทัพหงส์แดงผ่านเข้ารอบน็อคเอาท์ได้สำเร็จอีกด้วย ในตอนนี้ ดูเหมือนว่าอลิสซอนจะเป็นผู้รักษาประตูที่ช่วยยกระดับลิเวอร์พูลได้อย่างแท้จริง


    แบ็คขวา เจา คันเซโล่ (ยูเวนตุส)

    หากคุณได้ดูคันเซโล่เล่นให้กับยูเวนตุสบ่อยๆ คุณจะรู้เลยว่าเขาเป็นฟูลแบ็คที่ยอดเยี่ยมขนาดไหน ดาวเตะทีมชาติโปรตุเกสรายนี้มีความเร็วจัดจ้าน เติมเกมรุกทางด้านข้างได้ดี และครอสบอลได้อย่างแม่นยำ พูดง่ายๆ คือ อดีตดาวเตะอินเตอร์ มิลาน รายนี้ คือฟูลแบ็คในแบบที่ทุกสโมสรต้องการคว้าไปร่วมทีม


    เซนเตอร์แบ็ค : มานูเอล อคานจี (ดอร์ทมุนด์)

    เราไม่รู้เลยว่าอะไรเป็นสิ่งที่เหนือความคาดหมายมากกว่ากัน ระหว่างการที่ดอร์ทมุนด์ทำผลงานได้เยี่ยมมากในซีซั่นนี้ กับการที่อคานจี่ปรับตัวให้เข้ากับทัพเสือเหลืองได้อย่างรวดเร็ว ปราการหลังชาวสวิสรายนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญในแนวรับของลูเชียน ฟาฟร์ ในซีวั่นนี้ และเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้ดอร์ทมุนด์จบด้วยการเป็นแชมป์กลุ่ม A ในรอบแบ่งกลุ่มศึกแชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาลนี้


    เซนเตอร์แบ็ค : จอร์โจ้ คิเอลลินี่ (ยูเวนตุส)

    นอกจากเคราร์ด ปิเก้ แล้ว กองหลังอีกคนที่ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม แต่กลับไม่ได้รับการพูดถึงมากนักก็คือคิเอลลินี่ เขาเป็นหัวใจสำคัญในแนวรับของยูเวนตุสมาโดยตลอด และฤดูกาลนี้ เจ้าตัวก็ยังทำผลงานได้ยอดเยี่ยม และพาทีมจบเป็นแชมป์กลุ่มได้อย่างไม่ยากเย็น แม้จะมีแมนฯ ยูไนเต็ด และบาเลนเซีย เป็นเพื่อร่วมกลุ่มก็ตาม


    แบ็คซ้าย ฆอร์ดี้ อัลบา (บาร์เซโลน่า)

    แบ็คจอมบุกของบาร์เซโลน่ารายนี้ ยังคงทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม และประสานงานกับบรรดาตัวรุกของทีมได้เป็นอย่างดี ในศึกแชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาลนี้ อัลบาทำแอสซิสต์ได้มากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของรายการ นอกจากนี้ เขายังทำประตูไปแล้ว 1 ลูก ในเกมเอาชนะอินเตอร์ มิลาน 2-0 ที่คัมป์ นู


    กองกลาง ฮุสเซ็ม อาอัวร์ (ลียง)

    ลียงสามารถผ่านเข้าไปเล่นในรอบน็อคเอาท์แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้สำเร็จ ซึ่งต้องขอบคุณเกมรุกของทีมที่เล่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ และหนึ่งในนักเตะที่ทำผลงานได้ดีที่สุดก็คืออาอัวร์ มิดฟิลด์ของทีม เจ้าหนุ่มวัย 20 ปี รายนี้ เป็นหัวใจสำคัญในการสร้างสรรค์เกมรุกของทีมดังจากฝรั่งเศส และเขาก็สร้างโอกาสให้ตัวรุกอย่างกอร์เนต์, เดปาย และเฟคีร์ ได้มากมายพอสมควรเลยทีเดียว


    กองกลาง เซร์จิโอ้ บุสเกตส์ (บาร์เซโลน่า)

    เขาอาจจะไม่ได้เป็นที่พูดถึงมากนัก แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าบุสเกตส์เป็นหนึ่งในกองกลางที่ดีที่สุดในโลก แม้ฤดูกาลนี้ บาร์เซโลน่าจะอยู่ในกลุ่มสุดหินร่วมกับสเปอร์ส, อินเตอร์ มิลาน และพีเอสวี แต่ผลงานการตัดเกม การเชื่อมเกมของบุสเกตส์ก็ยังยอดเยี่ยมเหมือนเคย และเจ้าตัวก็ช่วยให้ทัพอาซูลกราน่าจบด้วยการเป็นแชมป์กลุ่ม ในแบบที่ไม่แพ้ใครเลยตลอด 6 นัด


    ปีกขวา คิลิยัน เอ็มบัปเป้ (เปแอสเช)

    เราไม่รู้จะหาคำไหนมาชื่นชมยอดดาวรุ่งรายนี้อีกแล้ว เอ็มบัปเป้ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในรอบแบ่งกลุ่ม เขาใช้ความเร็ว และทักษะอันยอดเยี่ยมของตัวเอง ช่วยให้ทีมมหาเศรษฐีจากแดนน้ำหอมผ่านเข้ารอบในฐานะแชมป์กลุ่มได้สำเร็จ พร้อมกับทำไป 3 ประตู และ 4 แอสซิสต์ จาก 6 เกมในรายการนี้


    กองกลางตัวรุก : ลีโอเนล เมสซี่ (บาร์เซโลน่า)

    สำหรับเรา เขาเป็นผู้เล่นที่ทำผลงานได้ดีที่สุดในแชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่ม ฤดูกาลนี้ (แน่ล่ะ ก็เขาเก่งที่สุดในโลกนี่) แม้จะพลาดการลงสนามในเกมกับอินเตอร์ มิลาน ทั้ง 2 นัด รวมถึงเป็นเพียงแค่สำรองในเกมนัดสุดท้ายกับสเปอร์ส แต่ดาวเตะทีมชาติอาร์เจนติน่าก็ทำไปแล้ว 6 ประตู ในการแข่งขันชิงถ้วยหูโตปีนี้ และเมสซี่เองก็คงหวังว่า ตัวเองจะสามารถทำผลงานได้ดีไปเรื่อยๆ จนพาทีมคว้าแชมป์ยุโรปสมัยที่ 6 ได้สำเร็จเสียที


    ปีกซ้าย ดูซาน ทาดิช (อาหยักซ์)

    มีแฟนบอลอยู่ไม่มากหรอกที่คิดว่าอาหยักซ์จะทำผลงานได้ดีในแชมเปี้ยนส์ ลีก แต่พวกเขาก็ทำได้ดีจริงๆ ทีมจากแดนกังหันไม่แพ้ใครเลยตลอด 6 นัดในรอบแบ่งกลุ่ม พวกเขาอาจจะมีดาวรุ่งที่เนื้อหอมอย่างเด ลิกต์ และ เด ยอง แต่คนที่ทำผลงานได้ดีจริงๆ คือเพลย์เมคเกอร์อย่างทาดิช ทักษะการเลี้ยงและการสร้างสรรค์เกมของเขา เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้ทีมจอมปั้นดาวรุ่งทีมนี้ผ่านเข้ารอบน็อคเอาท์ของแชมเปี้ยนส์ ลีก ได้เป็นครั้งแรก นับตั้งแต่ฤดูกาล 2005/06 เลยทีเดียว


    กองหน้า : โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ (บาเยิร์น มิวนิค)

    แม้ว่าเลวานดอฟสกี้และผองเพื่อนจะมีช่วงเวลาที่ไม่ดีนักในบุนเดสลีก้า แต่ในแชมเปี้ยนส์ ลีก พวกเขายังทำผลงานได้ดี และดาวยิงเลือดโปลก็ทำไปแล้ว 8 ประตู จากการลงเล่น 6 เกม พร้อมกับนำเป็นดาวซัลโวของทัวร์นาเมนท์ ณ ขณะนี้


    ทีมยอดแย่

    ผู้รักษาประตู : อังเดรย์ เปียตอฟ (ชัคเตอร์ โดเนสต์)

    ในการแข่งขันแชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาลนี้ แนวรับของชัคเตอร์ฯ ทำผลงานได้ไม่ดีเลย และนั่นก็ทำให้เปียตอฟโดนยิงเป็นว่าเล่น พวกเขาเสียประตูเฉลี่ยนัดละ 2.67 ประตู และมีแค่เพียงเกมนัดสุดท้ายที่เสมอกับลียง 1-1 เท่านั้น ที่พวกเขาโดนยิงน้อยกว่า 2 ลูก และผลงานเกมรับสุดย่ำแย่ก็ทำให้พวกเขาต้องหล่นไปเล่นในยูโรป้า ลีก แทน


    แบ็คขวา ฆวนฟราน (แอตฯ มาดริด)

    บางที ฆวนฟรานควรจะอำลาทัพตราหมีไปตั้งแต่ 2 ปีก่อนแล้ว แต่ตอนนี้เขาก็ยังอยู่ แบ็คขวาชาวสแปนิชเฉื่อยช้าลงเยอะ และเขาก็เป็นคนที่โดนเจดอน ซานโช่ เผาเครื่องอย่างหนัก จนทำให้ดีเอโก้ ซิเมโอเน่ ต้องพบกับความพ่ายแพ้ที่ขาดลอยที่สุดในการเป็นกุนซือของตัวเอง (แพ้ 0-4)


    เซนเตอร์แบ็ค เฌแมร์ซอน (โมนาโก)

    เฌแมร์ซอนทำผลงานได้ไม่ดีตั้งแต่เกมแรกจนถึงเกมสุดท้ายในศึกแชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาลนี้ แต่จริงๆ แล้ว ผู้เล่นโมนาโกทุกคนก็เป็นแบบเขา แต่สาเหตุที่เขาถูกเรายกให้เป็นผู้เล่นที่แย่เหนือใครในทีม ก็เป็นพร้อมฟอร์มการเล่นในเกมกับแอตฯ มาดริด ทั้งสองเกม ซึ่งเขาโดนอังเคล คอร์เรอา เผาเครื่องจนหมดสภาพกองหลังทีมชั้นนำของฝรั่งเศสไปเลย


    เซนเตอร์แบ็ค เจสัน เดนาเยอร์ (ลียง)

    ลียงอาจจะมีแนวรุกที่เล่นได้อย่างดุดันในศึแชมเปี้ยนส์ ลีก แต่ทว่าแนวรับของพวกเขานั้นทำผลงานตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง พวกเขาพร้อมจะเสียประตูทุกเมื่อ และเดนาเยอร์ก็เป็นหนึ่งในคนที่ทำให้แนวรับของลียงดูขาดความแข็งแกร่ง โดยเฉพาะการทำพลาดจนทำให้ชัคเตอร์ฯ ได้ประตูนำไปก่อน ในเกมนัดสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่ม


    แบ็คซ้าย ฟาเบียน เดลฟ์ (แมนฯ ซิตี้)

    เดลฟ์อาจจะทำผลงานได้ยอดเยี่ยมกับแมนฯ ซิตี้ เมื่อฤดูกาลที่แล้ว แต่ในแชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาลนี้ เขาไม่สามารถทำผลงานได้ใกล้เคียงปีที่แล้วเลย ในเกมที่เปิดบ้านพบกับลียง ทีมจากฝรั่งเศสนั้นเลือกที่จะเจาะแต่ทางฝั่งของอดีตดาวเตะแอสตัน วิลล่า จนที่สุดแล้ว เดลฟ์ก็เตะบอลวืด จนเป็นเหตุให้ทีมเสียประตู


    กองกลางตัวรับ เนมันย่า มาติช (แมนฯ ยูไนเต็ด)

    มาติชเป็นนักเตะที่มีสรีระซึ่งช่วยให้ตัวเองได้เปรียบมากในการรับบทบาทกองกลางตัวรับ แต่ในปีนี้ เขาไม่สามารถใช่ความได้เปรียบดังกล่าวมาช่วยทีมได้เลย และบางทีการไม่ส่งเขาลงสนามในเกมกับบาเลนเซีย ก็อาจเป็นเพียงการไม่ให้ดาวเตะชาวเซิร์บก่อความผิดพลาดให้เห็น มากกว่าจะเป็นการพักนักเตะเพื่อให้สดที่สุดในเกมแดงเดือดวันอาทิตย์นี้


    กองกลาง : ดานี่ ปาเรโฆ่ (บาเลนเซีย)

    กัปตันทีมบาเลนเซียไม่สามารถโชว์ผลงานการสร้างสรรค์เกมให้ทีมได้เลยในแชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาลนี้ และนั่นก็ทำให้ทีมต้องตกรอบไป นอกจากนี้เขายังเป็นคนที่ทำให้ทีมเสียจุดโทษลูกแรก ในเกมนัดแรกของรอบแบ่งกลุ่มกับยูเวนตุส ซึ่งเหลือ 10 คน และเจ้าตัวก็ยังเป็นคนที่พลาดจุดโทษในช่วงท้ายเกมดังกล่าวด้วย เกมนั้นคงเป็นเหมือนฝันร้ายของมิดฟิลด์ชาวสแปนิชจริงๆ นะเนี่ย


    กองกลาง ยูริ เทียเลอมองส์ (โมนาโก)

    มิดฟิลด์ดาวรุ่งรายนี้ต้องเผชิญกับความยากลำบากในการเค้นฟอร์มที่ดีที่สุดออกมากับโมนาโก เจ้าตัวอาจจะมีสถิติการเล่นที่ไม่เลวนัก แต่ผลงานของทีมกับแย่มาก และนั่นก็เป็นเพราะเทียเลมองส์ไม่สามารถสร้างความแตกต่างให้ทีมได้เลย และการที่กองกลางคนสำคัญของทีมเล่นไม่ออก ก็ไม่น่าแปลกใจเลยที่โมนาโกจะต้องตกรอบไปอย่างรวดเร็วในปีนี้ แต่บางทีเธียร์รี่ อองรี อาจจะดีใจก็ได้นะ เพราะเขาจะได้เอาเวลาไปพาทีมหนีโซนตกชั้นในลีกอย่างเต็มที่เสียที


    ปีกขวา โรดริโก้ (บาเลนเซีย)

    อาจจะไม่แฟร์นักที่เราจะตำหนิโรดิรโก้ แต่เขาก็เป็นแนวรุกตัวหลักเพียงคนเดียวที่ทำประตูให้บาเลนเซียในแชมเปี้ยนส์ ลีก ไม่ได้เลย ทั้งที่ฤดูกาลที่แล้ว เจ้าตัวทำประตูให้บาเลนเซียถึง 19 ลูก จนตกเป็นข่าวกับเรอัล มาดริด บางทีผู้บริหารของทัพโลส เช ก็คงจะเสียดายเหมือนกัน ที่ไม่ยอมปล่อยดาวยิงทีมชาติสเปนรายนี้ไปตั้งแต่แรก เพราะโรดริโก้ฟอร์มตกลงไปอย่างน่าใจหายจริงๆ และเขาก็คือเหตุผลหลักที่ทัพให้ทัพค้างคาวต้องตกรอบแชมเปี้ยนส์ ลีก ไปอย่างรวดเร็ว


    ปีกซ้าย อิวาน เปริซิช (อินเตอร์ มิลาน)

    บางทีนักเตะโครเอเชียอาจจะยังจมอยู่กับความสำเร็จในฟุตบอลโลกอยู่ก็เป็นได้ โดยเฉพาะกับเปริซิช เอ็ด วูดเวิร์ด อาจจะรู้สึกดีขึ้นมาบ้าง ที่ไม่ได้คว้าปีกรายนี้มาร่วมทีม เพราะเปริซิชทำผลงานได้ไม่ดีเลยในการแข่งขันสโมสรยุโรป เจ้าตัวไม่ได้อยู่ในฟอร์มการเล่นที่ดีที่สุด และความฝืดเคืองในเกมรุก โดยเฉพาะในเกมสุดท้ายกับพีเอสวีที่จูเซ็ปเป้ เมอัซซ่า ก็ทำให้พวกเขาต้องตกรอบแบ่งกลุ่มไปพร้อมกับความผิดหวัง


    กองหน้า โรเมลู ลูกากู (แมนฯ ยูไนเต็ด)

    ลูกากูทำผลงานได้น่าผิดหวังมากในฤดูกาลนี้ เขาทำประตูในแชมเปี้ยนส์ ลีก ไม่ได้เลย และโดนจับล้ำหน้ามากที่สุดในทีม เขาอาจจะออกมาบอกว่าที่ตัวเองฟอร์มตก เป็นเพราะการมีกล้ามเนื้อที่มากเกินไป งั้นเราก็มารอดูว่า หากในรอบน็อคเอาท์ เขามีหุ่นที่เพรียวขึ้นแล้ว หัวหอกทีมชาติเบลเยี่ยมจะสร้างความแตกต่างให้ทัพปีศาจแดงได้มากขึ้นไหม เพราะหากทำไม่ได้ มูรินโญ่คงต้องปวดหัวกับปัญหาแนวรุกของทีมต่ออีกแน่นอน


    Powered by UFABET


  • Football Sport News,  Uncategorized

    7 นักเตะ อาร์เซนอล ที่ถูกปล่อยยืมตัวออกไป ใครรุ่ง-ร่วง ?

    มาดูกันว่านักเตะทั้งวัยเก๋าและดาวรุ่งที่ถูกปล่อยยืมตัวจากทีมจอมปั้นอย่าง อาร์เซนอล เป็นอย่างไรกันบ้างในตอนนี้ โดยเราได้จัดอันดับให้ได้ติดตามกัน

    อูไน เอเมรี่ ผู้จัดการทีมของ อาร์เซนอล ได้เสริมทีมเพียงเล็กน้อยเท่านั้นในซัมเมอร์ที่ผ่านมา แต่พวกเขาส่งนักเตะออกไปด้วยสัญญายืมตัวถึง 7 คน

    นักเตะทุกคนที่ถูกปล่อยยืมต่างก็กำลังพยายามพิสูจน์ตัวเองอย่างสุดตัวเพื่อขึ้นมาเป็น 11 ตัวจริงในทีมของ อูไน เอเมรี่ ให้ได้

    วันนี้เราถึงมาเจาะลึกถึง 7 ประจันบาลที่ อาร์เซนอล ได้ปล่อยยืมออกไปว่าพวกเขากำลังทำได้ดีมากน้อยแค่ไหน เราได้จัดอันดับจากการประสบความสำเร็จในฤดูกาลปัจจุบันนี้ของพวกเขากัน


    7. เคเลชี เอ็นวาคาลี (ปอร์โต้ บี)

    ตำแหน่ง: กองกลางตัวรุก • อายุ: 20 ปี • ลงสนามในลีก: 5 เกม
    มันเป็นเรื่องสำคัญมากที่จะต้องรู้ว่า เคเลชี เอ็นวาคาลี ไม่ได้ไปร่วมทีมจ่าฝูงของ พรีเมร่า ลิกา อย่าง ปอร์โต้ แต่เขาไปร่วมทีม บี ที่เป็นทีมสำรองในลีกรองของ โปรตุเกส

    แข้งไนจีเรีย ลงสนามไปแล้ว 5 เกมแต่ยังไม่สามารถทำประตูหรือแอสซิสท์ได้เลย จากสถานการณ์ในตอนนี้ ปอร์โต้ จะดึงตัวเขาไปอย่างถาวร หรือ อาร์เซนอล จะใช้งานเขาในอนาคตหรือไม่ก็ยังไม่มีอะไรแน่นอน ต้องดูสถานการณ์ต่อไปอีกซักพัก


    6. คาลัม แชมเบอร์ส (ฟูแล่ม)

    ตำแหน่ง: กองหลังตัวกลาง • อายุ: 23 ปี • ลงสนามในลีก: 8 เกม

    ภายใต้การคุมทีมของ สลาวิซ่า ยานโควิช ที่พึ่งจะถูกปลดออกจากตำแหน่งไปเมื่ออาทิตย์ก่อน คาลัม แชมเบอร์ส เป็นหนึ่งในแผงหลังของ ฟูแล่ม ที่เรียกได้ว่ายังมีปัญหาอยู่ทุกจุดและทีมก็พยายามอย่างหนักเพื่อปิดช่องโหว่ที่เกิดขึ้น แชมเบอร์ส ได้ลงสนาม 8 จาก 13 พรีเมียร์ลีกเกม ซึ่งฟูแล่ม โดนยิงไปถึง 33 ประตู มากกว่าทีมไหนๆ

    นับว่าเป็นฤดูกาลที่ยากลำบากสำหรับ กองหลังรายนี้ ในฤดูกาลที่แล้ว แชมเบอร์ส ลงสนามให้ อาร์เซนอล 24 เกมในทุกรายการหลังจากสลัดอาการบาดเจ็บได้ในช่วงต้นฤดูกาล และ เอเมรี่ ก็แฮปปี้กับการปล่อยให้เขายืมตัวออกมาในปีนี้ ไม่มีใครคาดคิดว่า ฟูแล่ม จะย่ำแย่ในแนวหลัง และนับว่าเป็นเรื่องโชคร้ายที่ แชมเบอร์ส ก็เป็นส่วนหนึ่งในนั้น

    แน่นอนว่าในตอนนี้ เคลาดิโอ รานิเอรี่ ได้ขึ้นมาเป็นหัวเรือคนใหม่ของทีม แชมเบอร์ส อาจจะเล่นได้ดีขึ้นด้วยสไตล์ของโค้ชที่เน้นเกมรับมากกว่าเดิม ทั้งนี้ แชมเบอร์ส ถูกเลือกให้ลงเล่นในตำแหน่งกองกลางในเกมแรก ที่รานิเอรี่ได้คุมทีมเป็นเกมแรกกับ เซาธ์แฮมป์ตัน ซึ่งเป็นตำแหน่งที่เขาเคยเล่นให้กับ อาร์เซนอล ในช่วงพรีซีซั่น ซึ่งก็เป็นอะไรที่น่าสนใจหากเขายังคงเล่นตำแหน่งนี้ต่อไป


    5. ทาคุมะ อาซาโนะ (ฮันโนเวอร์)

    ตำแหน่ง: กองหน้า • อายุ: 24 ปี • ลงสนามในลีก: 5 เกม

    นับตั้งแต่มาร่วมทีม อาร์เซนอล ในปี 2016 กองหน้าทีมชาติญี่ปุ่นรายนี้ก็ถูกปล่อยยืมตัวมาเล่นที่ เยอรมัน มาตลอดสัญญา เขาอยู่กับ สตุ๊ทการ์ท สองฤดูกาลก่อนที่จะมาร่วมทีม ฮันโนเวอร์ เมื่อตลาดซื้อขายครั้งที่ผ่านมา แต่ดูเหมือนว่าอะไรๆจะไม่เป็นไปตามแผน

    อาซาโนะ ได้ลงเล่นเกมลีกแค่ห้าเกมในฤดูกาลนี้และยังยิงประตูไม่ได้เลย ประตูลูกเดียวที่เขายิงให้กับ ฮันโนเวอร์ ได้คือเกมใน เดเอฟเบ-โพคาล และเขาก็ไม่ได้ถูกเลือกให้ลงสนามมากนัก ด้วยอายุที่ก้าวสู่ 24 ปี โอกาสของอาซาโนะกับ อาร์เซน่อล ก็ค่อยๆริบหรี่ลงไปเรื่อยๆ


    4. แมตต์ เมซี่ (พลายมัธ อาร์ไกล์)

    ตำแหน่ง: ผู้รักษาประตู • อายุ: 24 ปี • ลงสนามในลีก: 19 เกม

    แมตต์ เมซี่ ได้ลงเป็นตัวจริง 19 จาก 20 เกมลีกของ พลายมัธ ในฤดูกาลนี้

    พลายมัธ กำลังอยู่ในอันดับ 3 จากท้ายตารางในโซนตกชั้น และเสียประตูไปแล้ว 37 ลูก ซึ่งมีสองทีมที่เสียมากกว่าพวกเขาในฤดูกาลนี้

    ดาวรุ่งจาก อาร์เซนอล เสียประตูไป 35 ประตูจากจำนวนประตูทั้งหมด แต่ก็ต้องบอกว่า เมซี่ ถูกฝั่งตรงข้ามยิงใส่มากกว่าประตูคนไหนๆในลีกเนื่องจากกองหลังที่ค่อนข้างเป็นนักปั้นอยู่พอสมควร เขามีช็อตเซฟที่น่าประทับใจอยู่บ้าง แต่ก็เหมือนกับ อาซาโนะ มันอาจจะสายไปแล้วสำหรับนักเตะที่อายุ 24 กับอนาคตในทีม อาร์เซนอล


    3. ดาวิด ออสปิน่า (นาโปลี)

    ตำแหน่ง: ผู้รักษาประตู • อายุ: 30 ปี • ลงสนามในลีก: 7 เกม

    หลังใช้เวลา 4 ปีในการเป็นประตูสำรองให้กับ อาร์เซนอล โอกาสของ ออสปิน่า ในการเป็น 11 ตัวจริงก็ดูจะริบหรี่ลงหลังจากการมาของ แบรนด์ เลโน่ ทำให้เขาตัดสินใจย้ายมาร่วมทีม นาโปลี ด้วยสัญญายืมตัว
    อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนโอกาสในการลงเล่นมากกว่าเดิมไม่ได้ทำให้ฟอร์มการเล่นของเขาพัฒนาขึ้น ออสปิน่า ถูกดรอบเป็นตัวสำรองหลังจากโชว์เหวอในเกมที่ นาโปลี พ่าย ซามพ์โดเรีย ไป 3-0 และนับจากนั้นเขาก็ถูกโรเตชั่นสลับกับ โอเรสติส คาร์เนซิส ที่พึ่งเสียประตูไป 2 ลูกจาก 6 เกมในเซเรียอา

    จากฟอร์มของคู่แข่งแย่งตำแหน่งที่ดีขนาดนี้ แต่สิ่งที่ยังทำให้ ออสปิน่า ยังคงรักษาความเชื่อใจไว้ใจครึ่งหนึ่งก็มาจากเกมที่เขาโชว์ฟอร์มได้อย่างสุดยอดในการเอาชนะ ลิเวอร์พูล ในแชมเปี้ยนส์ลีก และยังเก็บคลีนชีตได้อีกด้วย


    2. คริสเตียน บีลิค (ชาห์ลตัน แอตเลอติก)

    ตำแหน่ง: กองหลังตัวกลาง • อายุ: 20 ปี • ลงสนามในลีก: 10 เกม

    เขาเป็นกองหลังที่สามารถเล่นในตำแหน่งกองกลางได้ บีลิค มีความสามารถในการขึ้นบอลจากแนวรับได้ก็ทำให้เขาโดดเด่นขึ้นมาใน ลีกวัน เขาทำประตูไปแล้ว 2 จาก 10 เกมที่ลงสนามในลีก ซึ่งก็รวมถึงประตูที่ทำให้ทีมกลับมาเอาชนะ เซาธ์เอนด์ ไดในช่วงท้ายเกมเมื่อช่วงท้ายเดือนกันยายน

    แต่ บีลิก ยังคงมีการบ้านอีกเยอะในเกมรับ และนั่นก็เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดคำถามว่าเขาดีพอสำหรับ อาร์เซนอล ชุดใหญ่แล้วหรือยัง สัญญาของเขากับ กุนเนอร์ส จะหมดลงในซัมเมอร์ปี 2020 ดังนั้นความกดดันจะมาหาเข้าให้ต้องพัฒนาฟอร์มการเล่นกับ ชาห์ลตัน ได้ดียิ่งขึ้นกว่านี้


    1. รีส เนลสัน (ฮอฟเฟนไฮม์)

    ตำแหน่ง: กองกลางตัวรุก • อายุ: 18 ปี • ลงสนามในลีก: 8 เกม

    รีส เนลสัน เริ่มต้นชีวิตใน บุนเดสลิกา ได้อย่างน่าทึ่ง เขามักจะถูกเปลี่ยนลงสนามมาเป็นสำรองใน บุนเดสลิกา ซึ่งในตอนนี้เขาพึ่งได้ลงสนามเพียงแค่ 327 นาที แต่มีค่าเฉลี่ยการทำประตูอยู่ที่ทุกๆ 55 นาที และเขาก็ทำไปแล้ว 6 ประตูจาก 8 เกมที่ลงสนาม

    เช่นเดียวกันกับ จาดอน ซานโช่ ที่ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ เนลสัน ได้เป็นเหมือนกรุยทางให้กับดาวรุ่งสัญชาติอังกฤษได้รู้ว่าพวกเขาสามารถมาพัฒนาตัวเองที่ บุนเดสลิกา ได้ อาร์เซนอล จะต้องปลื้มใจอย่างมากที่ดาวรุ่งของพวกเขาได้รับประสบการณ์เต็มๆจากลีกสูงสุด ซึ่งประสบการณ์นี้ก็อาจจะส่งผลให้ เนลสัน มีส่วนร่วมในทีมชุดใหญ่ของทีมปืนใหญ่ในฤดูกาลหน้า

    เส้นทางของ เนลสัน ในถ้วย แชมเปี้ยนส์ลีก ดูจะไม่ราบรื่นเท่าที่ควร เขาได้ลงเล่นเพียงแค่ 68 นาที และทีมของเขาก็ตกลงไปเล่นในถ้วย ยูโรป้า หลังจากผ่านช่วง คริสต์มาส ซึ่งก็อาจจะทำให้ เนลสัน ได้รับโอกาสลงเล่นในถ้วยยุโรปมากขึ้น

    Powered by UFABET


  • Football Sport News

    6 นักเตะที่อันเดอร์เรตที่สุดในพรีเมียร์ลีก

    ในสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา บรรดาแนวรุกต่างทำผลงานได้ดีจนยึดพาดหัวข่าวของหนังสือพิมพ์ แต่บรรดาตัวรุกเหล่านี้จะสร้างผลงานไม่ได้เลยถ้าขาดนักเตะเหล่านี้ และดาเนี่ยล สตอเรย์ ก็จะมาพูดถึงคุณค่าของนักเตะเหล่านี้

    อายเมริค ลาปอร์ต (แมนฯ ซิตี้)

    มีนักเตะของแมนฯ ซิตี้ ถึง 3 คน ที่เราอยากจะเลือกมาติดในลิสต์นี้ แต่ดาบิด ซิลบา ก็ได้รับคำสรรเสริญมากแล้ว แม้จะยังไม่เท่าที่ควรก็ตาม ขณะที่แฟร์นานดินโญ่ ก็ยังคงเป็นหัวใจสำคัญในแดนกลางของเรือใบสีฟ้า จนทำให้บรรดาตัวรุกของทีมเล่นเกมรุกได้อย่างหมดห่วง

    แต่คนที่อันเดอร์เรตที่สุดของแมนฯ ซิตี้ คงหนีไม่พ้นลาปอร์ต ปราการหลังรายนี้อาจจะไม่ได้มีสรีระที่แข็งแกร่งเหมือนฟาน ไดจ์ค หรือไม่ได้ทำผลงานได้ดีกับทีมชาติเหมือน จอห์น สโตนส์ หรือ แฮร์รี่ แมคไกวร์ แต่ดาวเตะวัย 24 ปีรายนี้ ก็เป็นกองหลังที่ทำผลงานได้ดีที่สุดในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ และตลอด 22 เกมที่เขาลงสนามให้กับทีม นับตั้งแต่ที่ย้ายมาเอติฮัด สเตเดี้ยม เมื่อเดือนมกราคม ทีมก็ไม่เคยแพ้ใคร (ชนะ 20 เสมอ 2)

    และมันก็ถือเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจมาก ที่ลาปอร์ตยังคงถูกทีมชาติฝรั่งเศสมองข้ามมาโดยตลอด แม้เขาจะเคยถูกเรียกติดทีมชาติมาแล้วในเดือนตุลาคม แต่เจ้าตัวก็ยังไม่เคยลงสนามให้กับทัพเลส เบลอส์ เลย ซึ่งเรื่องนี้ก็สมควรจะทำให้ดิดิเยร์ เดสชองส์ ถูกวิจารณ์นะ แม้กุนซือรายนี้เพิ่งจะพาทัพตราไก่คว้าแชมป์โลกมา แต่การเรียกมามาดู ซาโก้ กับ อาดิล รามี่ ไปติดทีมชาติก่อนลาปอร์ตนั้น ก็ไม่น่าเกิดขึ้นจริงๆ


    อังเดร โกเมส (เอฟเวอร์ตัน)

    มาร์โก ซิลวา อาจจะเครียดอยู่บ้าง ในความพยายามที่จะพัฒนาการเล่นของเอฟเวอร์ตัน แต่การมาของโกเมส ก็ทำให้ทีมเก็บชัยได้ถึง 3 จาก 5 นัด ที่มิดฟิลด์ทีมชาติโปรตุเกสลงสนาม ส่วนอีก 2 เกมที่ไม่ชนะ ก็เป็นการบุกไปยันเสมอเชลซีถึงสแตมฟอร์ด บริดจ์ และบุกไปพ่ายรองแชมป์เก่าอย่างแมนฯ ยูไนเต็ด การมาของกองกลางจากบาร์เซโลน่า ทำให้แผงมิดฟิลด์ของท็อฟฟี่สีน้ำเงินนิ่งขึ้น และการประสานงานของเขากับอิดริสซ่า เกย์ ก็ทำให้แดนกลางของทีมดูสมบูรณ์แบบทีเดียว

    โกเมสเป็นเหมือนสัญลักษณ์ของเอฟเวอร์ตัน ในยุคของมาร์โก ซิลวา เขาเป็น 1 ใน 6 การเซ็นสัญญากับเอฟเวอร์ตันชุดใหญ่ในฤดูกาลนี้ ร่วมกับริชาร์ลิสัน, เคิร์ท ซูม่า, เยอรี่ มิน่า, ลูคัส ดีญ และแบร์นาร์ด ซึ่งทั้งหมดต่างมีอายุอยู่ในช่วง 21-25 ปี ขณะที่ 2 ฤดูกาลก่อน มีนักเตะของท็อฟฟี่สีน้ำเงินถึง 10 คน ที่มีอายุอยู่ในช่วง 26-33 ปี

    หากไม่นับริชาร์ลิสัน นักเตะที่เหลือต่างย้ายจากทีมในระดับแชมเปี้ยนส์ ลีก ทั้งสิ้น ซึ่งตัวโกเมสเองอาจจะทำผลงานได้ไม่ดีนักกับบาร์เซโลน่า แต่เขาก็เคยทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมกับบาเลนเซีย และในตอนนี้ มิดฟิลด์เลือดฝอยทองก็เข้ามาเติมเต็มคุณภาพให้แผงกลางของทีม ในแบบที่มอร์แกน ชไนเดอร์ลิน และทอม เดวีส์ ไม่สามารถทำได้


    แมตต์ โดเฮอร์ตี้ (วูล์ฟแฮมป์ตัน)

    มันยากที่จะโต้แย้งว่าขุมกำลังหลักส่วนใหญ่ของวูล์ฟสฯ เป็นเด็กในสังกัดของฮอร์เก้ เมนเดส ก่อนที่เกมจะเริ่ม จอทีวียักษ์ที่ขอบสนามมักจะแสดงไฮไลท์ในช่วง 3 เดือนแรกอันยอดเยี่ยมบนพรีเมียร์ลีกของทีม และคุณก็มักจะได้ยินชื่อ เจา มูตินโญ่, รูเบน เนเวส, ราอูล ฆิเมเนซ หรือ อิวาน คาวาเลโร่ ซึ่งล้วนแต่เป็นลูกค้าของซูเปอร์เอเยนต์ชาวโปรตุกีส

    แต่หากคุณถามแฟนบอลของทัพหมาป่าว่าใครเป็นนักเตะที่ดีที่สุดในทีม พวกเขาก็คงจะไม่ได้พูดชื่อนักเตะของเมนเดสหรอก คอเนอร์ โคดี้ อาจจะทำผลงานได้ดีในตำแหน่งเซนเตอร์แบ็ค แต่คนที่ทำผลงานน่าประทับใจที่สุดคือแมตต์ โดเฮอร์ตี้ มีนักเตะฟูลแบ็คในลีกแค่เพียง 2 คนเท่านั้น ที่ได้สัมผัสบอลในกรอบเขตโทษคู่แข่งมากกว่าโดเฮอร์ตี้ และสร้างโอกาสให้เพื่อนร่วมทีมได้มากกว่าเขา

    ฟูลแบ็ควัย 26 ปี กำลังทำผลงานได้ดีมากๆ กับวูล์ฟสฯ และเขาน่าจะเป็นตัวแทนที่เหมาะสมสำหรับเชมัส โคลแมน ที่เข้าสู่เลข 3 ในทีมชาติไอร์แลนด์


    เอเตียน กาปู (วัตฟอร์ด)

    วัตฟอร์ดก็เหมือนกับวูล์ฟสฯ พวกเขาเริ่มต้นฤดูกาลได้อย่างยอดเยี่ยม แม้เครื่องจะแผ่วลงไปบ้าง แต่ตอนนี้พวกเขาก็มีคะแนนเหนือโซนตกชั้นถึง 12 คะแนนแล้ว

    ทัพแตนอาละวาดเต็มไปด้วยผู้เล่นอันเดอร์เรตที่คุณอาจจะลืมชื่อไปในบางครั้ง ไม่ว่าจะเป็น เคร็ก แคธคาท กองหลังที่โชว์ฟอร์มได้สม่ำเสมอมาโดยตลอด, โรแบร์โต้ เปเรย์ร่า มิดฟิลด์ที่ทำประตูสำคัญให้ทีมได้บ่อยๆ หรือจะเป็นโฆเซ่ โฮเลบาส ฟูลแบ็คสายอึดที่ทำผลงานได้ดีแม้จะมีอายุ 34 ปีแล้ว

    แต่คนที่ควรได้รับเครดิตมากที่สุดคือกาปู อดีตดาวเตะของสเปอร์สรายนี้เป็นหัวใจสำคัญของวัตฟอร์ด เจ้าตัวทำหน้าที่ปัดกวาดเกมคู่แข่งในแดนกลางได้อย่างยอดเยี่ยม และมิดฟิลด์รายนี้ก็เป็นหนึ่งในคนที่ทำผลงานในยุคของฆาบี การ์เซีย ได้ดีที่สุด มีผู้เล่นในลีกแค่เพียง 8 คน ที่ประสบความสำเร็จในการเข้าปะทะมากกว่าเขา และมีนักเตะในลีกเพียงคนเดียวที่ตัดบอลได้มากกว่ามิดฟิลด์เลือดน้ำหอมรายนี้


    เชน ดัฟฟี่ (ไบร์ทตัน)

    ผลงานเกมรับของไบร์ทตันถือเป็นเรื่องราวที่ยอดเยี่ยมที่สุดของพรีเมียร์ลีกในช่วง 14 เดือนที่ผ่านมา เพราะแผงแบ็คโฟร์ของพวกเขาต่างเป็นนักเตะที่เล่นให้กับทีมตั้งแต่อยู่ในลีกแชมเปี้ยนชิพ ซึ่งในฤดูกาลที่แล้ว ทัพนกนางนวลก็ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม ด้วยการเป็นทีมครึ่งตารางล่างที่มีสถิติเกมรับดีที่สุดในลีก ส่วนในฤดูกาลนี้ พวกเขาเสียประตูในลีกน้อยกว่าแมนฯ ยูไนเต็ด เสียอีก

    แน่นอนว่าทั้งหมดไม่ใช่ความดีความชอบของดัฟฟี่เพียงคนเดียว แต่เจ้าตัวก็เป็นคนที่ได้ลงสนามอย่างสม่ำเสมอ ภายใต้การทำทีมของคริส ฮิวจ์ตัน ในฤดูกาลนี้ ไม่มีใครทำสถิติเคลียร์บอลได้มากกว่ากองหลังเลือดผู้ดีรายนี้ และเขาสกัดบอลด้วยการโหม่งมากที่สุดในลีก ด้วยจำนวน 66 ครั้งด้วยกัน และก็มีนักเตะเพียงคนเดียวในลีก ที่เข้าบล็อกการยิงประตูของคู่แข่งมากกว่าดัฟฟี่

    ในยุคที่กองหลังต้องออกบอลได้ดี ดูเหมือนว่าสไตล์การเล่นของเซนเตอร์แบ็คไบร์ทตันจะไม่เหมาะสมกับฟุตบอลปัจจุบันเลย อย่างไรก็ตาม การเล่นของดัฟฟี่ยังคงเหมาะสมกับทีม และเป็นที่ต้องการของคริส ฮิวจ์ตัน อยู่เสมอ


    ฟิลิป บิลลิง (ฮัดเดอร์สฟิลด์)

    กับฮัดเดอร์สฟิลด์ บิลลิงถือเป็นหัวใจสำคัญของทีมอย่างแท้จริง เขามีสถิติตัดเกม และได้ง้างเท้ามากที่สุดเป็นอันดับ 3 ในทีม รวมถึงมีสถิติเลี้ยงบอลและเข้าสกัดบอลสำเร็จได้มากที่สุดในทีม

    บิลลิงอาจจะไม่ใช่มิดฟิลด์ที่สมบูรณ์แบบ เพราะบางทีเขาก็เล่นได้ไม่ดีนัก มักจะหลุดจากตำแหน่งที่ควรยืน และบางทีก็ฟอร์มตกไป 3-4 นัดติดต่อกัน

    แต่ในวัย 22 ปี ก็มีกองกลางอยู่ไม่กี่คนหรอก ที่พัฒนาฝีเท้าได้ในช่วงเวลาสั้นๆ เท่ากับกองกลางชาวเดนิชรายนี้ บิลลิงย้ายมาอยู่อคาเดมี่ของฮัดเดอร์สฟิลด์ตอนอายุ 17 ในปี 2013 และหากเขาพัฒนาตัวเองได้เรื่อยๆ ในอนาคตเจ้าตัวก็คงจะถูกเรียกติดทีมชาติเดนมาร์กชุดใหญ่ รวมถึงได้ย้ายไปเล่นทีมใหญ่ๆ ในลีกแน่ เพราะนอกจากจะฝีเท้าดีแล้ว เขายังมีโควตานักเตะโฮมโกรนอีกด้วย

    Powered by UFABET


  • สมัครUFABET, UFABET, ยูฟ่าเบท, เว็บUFABET, สมัครแทงบอลUFABET, แทงบอลออนไลน์, แทงบอลเงินสด, สูตรแทงบอล
    Football Sport News

    เหตุใด “ลูกากู” ร่างแมนฯ ยูไนเต็ด ถึงต่างกับร่างเบลเยี่ยมโดยสิ้นเชิง ??

    ​ในฤดูกาลนี้ ดาวยิงร่างใหญ่เล่นได้อย่างฝืดเคืองเหลือเกินกับแมนฯ ยูไนเต็ด แต่กับทีมชาติเบลเยี่ยม ลูกากูยังคงผลิตสกอร์ได้อยู่เรื่อยๆ แล้วเหตุใด ‘บิ๊กรอม’ ถึงทำผลงานได้ไม่น่าประทับใจเลยในโรงละครแห่งความฝัน เรามีคำตอบให้ทุกคน

    สถิติ 68 ประตู จากการลงเล่นในพรีเมียร์ลีก 141 นัด ให้กับทีมที่อยู่ในโซนกลางตารางอย่างเอฟเวอร์ตัน ก็พอจะเป็นข้อพิสูจน์ได้แล้วว่า โรเมลู ลูกากู คือกองหน้าที่ดีที่สุดคนหนึ่งในลีกสูงสุดแดนผู้ดี

    สถิติดังกล่าว ทำให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซึ่งตอนนั้นมีกองหน้าตัวหลักอย่างซลาตัน อิบราฮิโมวิช ที่เริ่มโรยราเพียงคนเดียว ตัดสินใจทุ่มเงินมหาศาลถึง 70 ล้านปอนด์ เพื่อคว้าตัวดาวยิงทีมชาติเบลเยี่ยมรายนี้มาร่วมทีม ในปี 2017

    ซึ่งในฤดูกาลแรก แม้ ‘บิ๊กรอม’ จะถูกวิจารณ์เรื่องของฝีเท้าอยู่เรื่อยๆ ว่าเขาไม่ใช่นักเตะที่เหมาะกับทีมใหญ่อย่างแมนฯ ยูไนเต็ด แต่เจ้าตัวก็มีสถิติในการทำประตูที่ดีทีเดียว เมื่อเขาทำได้ถึง 27 ประตู จากการลงเล่นให้ยอดทีมจากแมนเชสเตอร์ไป 51 นัดในทุกรายการ

    จนมาในฟุตบอลโลก 2018 ลูกากูก็สามารถทำผลงานได้ดีกับทีมชาติเบลเยี่ยม จากการทำไป 4 ประตู และเขาก็ช่วยให้ทัพปีศาจแดงแห่งยุโรปคว้าอันดับ 3 ในการแข่งขันที่รัสเซียมาครองได้ ซึ่งแฟนบอลของเรด เดวิลส์ เอง ก็คงดีใจไม่น้อย และพวกเขาก็คาดหวังว่า สตาร์วัย 26 ปี จะกลับมาระเบิดฟอร์มสุดยอดที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด

    อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าลูกากูยิ่งเล่นยิ่งแย่ลง ในฤดูกาลนี้เขาโชว์ฟอร์มไม่ออก จนถึงกับโดนโจเซ่ มูรินโญ่ ดรอปออกจากทีมในบางเกม ต่างกับการเล่นให้ทีมชาติเบลเยี่ยม ซึ่งเจ้าตัวยังคงทำประตูได้อยู่เรื่อยๆ และนั่นก็ทำให้หลายๆ คนสงสัยว่า ทำไมอดีตกองหน้าของเชลซีรายนี้ ถึงทำผลงานได้ไม่ดีเลยกับแมนฯ ยูไนเต็ด แต่ยังคงผลิตสกอร์ได้อยู่เรื่อยๆ กับเบลเยี่ยม เราจะพาทุกคนไปหาสาเหตุในเรื่องนี้


    สไตล์การเล่นของทีม

    หนึ่งในจุดที่น่าจะทำให้ลูกากู ไม่สามารถโชว์ฟอร์มออกมาได้กับแมนฯ ยูไนเต็ด นั่นก็คือสไตล์การเล่นของทีม

    โจเซ่ มูรินโญ่ นั้นเป็นกุนซือที่ประสบความสำเร็จมามากมาย แต่เขามีสไตล์การคุมทีมที่ในแบบตีหัวเข้าบ้าน กุนซือชาวโปรตุกีสให้ความสำคัญกับระบบการเล่นที่เน้นผลการแข่งขัน มากกว่าที่จะเน้นการเปิดเกมรุกเพื่อเอนเตอร์เทนแฟนบอล

    ฉะนั้นแล้วการเล่นแบบนี้ก็ยิ่งทำให้โอกาสยิงของทีมน้อยไปด้วย โดยในฤดูกาลนี้ แมนฯ ยูไนเต็ด สร้างโอกาสจบสกอร์ในลีกได้เพียง 169 ครั้ง น้อยกว่าทีมอย่างเซาธ์แฮมป์ตัน, วูล์ฟสฯ หรือเอฟเวอร์ตันเสียอีก ส่วนตัวลูกากูเองก็มีโอกาสทำประตูเฉลี่ย 1.8 ครั้งต่อเกมเท่านั้น ซึ่งถือว่าน้อยมากๆ สำหรับตำแหน่งกองหน้าตัวเป้าของทีม

    นอกจากนี้ ดูเหมือนว่า มูรินโญ่จะชอบใช้งานกองหน้าให้เป็นตัวพักบอลด้วย เขามักจะให้นักเตะมิดฟิลด์หรือกองหลังโยนบอลไปให้กองหน้าเก็บ ก่อนจะเล่นเกมรุกต่อไป ซึ่งมันเคยได้ผลดีมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นการคุมทีมเชลซี ที่มีดิดิเยร์ ดร็อกบา, อินเตอร์ มิลาน ที่มีดีเอโก้ มิลิโต้ และเรอัล มาดริด ที่มี คาริม เบนเซม่า และกอนซาโล่ อิกวาอิน ซึ่งบรรดากองหน้าที่กล่าวมานี้เป็นนักเตะที่มีความสามารถในการเก็บบอลได้ดี

    ทว่ากับลูกากู แม้เขาจะเป็นกองหน้าร่างใหญ่ แต่ดูเหมือนว่าเขาจะไม่เชี่ยวชาญในการเก็บบอลไว้กับตัวเองเสียเลย ซึ่งนั่นอาจจะเป็นเพราะการมีสัมผัสบอลแรกที่ไม่ดีนัก และการเล่นลูกกลางอากาศของเจ้าตัวก็ไม่ดีเอาเสียเลย โดยดาวยิงทีมชาติเบลเยี่ยมมีสถิติชนะการดวลลูกกลางอากาศในพรีเมียร์ลีกแค่เพียง 48% ในฤดูกาลที่แล้วซึ่งถือว่าน้อยพอสมควรกับนักเตะที่มีส่วนสูงถึง 190 เซนติเมตร

    ส่วนการเล่นกับทีมชาติเบลเยี่ยม ดูเหมือนลูกากูจะมีโอกาสในการทำประตูมากกว่าพอสมควร ด้วยสไตล์การทำทีมให้เล่นเกมรุก และเน้นการต่อบอลบนพื้นของโรแบร์โต้ มาร์ติเนซ ลูกากูทำไปถึง 4 ประตู จากการลงเล่น 2 นัด ในศึกยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก และมีโอกาสได้ง้างเท้ายิงถึง 5.5 ครั้งต่อเกม ฉะนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่ลูกากูซึ่งเล่นในตำแหน่งกองหน้า จะทำผลงานกับทีมที่เน้นการเล่นเกมรุก ได้มากกว่าทีมที่เล่นเพื่อเน้นผลการแข่งขัน


    เพื่อนร่วมทีม

    ที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด นอกจากสไตล์การเล่นที่ดูจะไม่เอื้ออำนวยต่อการเล่นของลูกากูแล้ว บรรดาตัวสร้างสรรค์เกมรุกที่ยืนอยู่ข้างหลังของเขาก็ดูจะไม่มีประสิทธิภาพเอาเสียเลย

    จริงอยู่ที่ปอล ป็อกบา ถือเป็นมิดฟิลด์ที่มีฝีเท้าอยู่ในระดับเวิลด์คลาส แต่เขาก็ไม่สามารถทำผลงานได้อย่างสม่ำเสมอนัก ในขณะที่อเล็กซิส ซานเชส, มาร์คัส แรชฟอร์ด, เจสซี่ ลินการ์ด ก็ไม่ได้มีผลงานที่ดีนัก ขณะที่อองโตนี่ มาร์กซิยาล แม้จะทำผลงานได้ดี แต่ดูเหมือนเขาจะไม่ได้โดดเด่นนักในเรื่องการสร้างโอกาสให้เพื่อน

    ขณะที่การเล่นกับเบลเยี่ยม ลูกากูมีตัวสนับสนุนชั้นยอดอย่างเอเดน อาซาร์, เควิน เด บรอยน์, อักเซล วิตเซล หรือยานนิค คาร์ราสโก้ ที่พร้อมจะช่วยฉีกแนวรับคู่แข่งด้วยการลากเลื้อย การจ่ายบอลที่แม่นยำ ที่พร้อมจะสร้างสรรค์โอกาสให้ลูกากูได้ง้างเท้าทำสกอร์อยู่ตลอดเวลา


    ความมั่นใจที่หดหาย

    ยามรับใช้ทีมชาติเบลเยี่ยม ลูกากูมีสถิติการทำประตูที่ยอดเยี่ยมมาก โดยในปี 2018 ลูกากูทำประตูให้ทีมชาติเบลเยี่ยมไปแล้ว 14 ประตู จากการลงเล่น 14 เกมซึ่งถือเป็นสถิติที่สุดยอดมากๆ

    แต่กับแมนฯ ยูไนเต็ด นับตั้งแต่ที่ลูกากูทำประตูได้ในเกมชนะวัตฟอร์ด 2-1 เมื่อเดือนกันยายน เขาก็ไม่สามารถยิงได้อีกเลย และหากนับถึงตอนนี้ กองหน้าวัย 25 ปี ก็ยิงให้ทัพปีศาจแดงไม่ได้นานถึง 11 เกม หรือ 933 นาทีเข้าไปแล้ว อีกทั้งค่าเฉลี่ยการได้โอกาสยิงประตูต่อเกมที่น้อยนิด (1.8 ครั้งต่อเกม) ก็ยิ่งทำให้เจ้าตัวมีโอกาสที่จะเรียกความมั่นใจด้วยการยิงประตูน้อยลงไปอีก มันชัดเจนเลยว่า ตอนนี้ กองหน้าเบอร์ 9 ของแมนฯ ยูไนเต็ด กำลังขาดความมั่นใจ และภาษากายของหัวหอกร่างใหญ่ในเกมล่าสุดกับคริสตัล พาเลซ ก็บอกเราอย่างนั้นเช่นกัน

    และการทำงานกับโจเซ่ มูรินโญ่ ก็ไม่ได้ช่วยให้เขามีความมั่นใจมากขึ้นกว่าเดิม เพราะกุนซือโปรตุกีสนั้นมักจะตำหนิลูกทีมออกสื่ออยู่เสมอ ซึ่งนั่นไม่ส่งผลดีต่อนักเตะในทีมเลย และนั่นก็รวมถึงลูกากูด้วย อีกทั้งเสียงวิจารณ์จากแฟนบอลต่ออดีตดาวยิงเวสต์บรอมก็ยังมีมาเรื่อยๆ แม้ในยามที่เจ้าตัวทำประตูได้ ไม่ว่าจะเป็นการบอกว่าสัมผัสบอลแรกไม่ดีบ้าง ตัวใหญ่เสียเปล่าแต่แย่งโหม่งไม่เคยได้บ้าง และการถูกตำหนิเรื่องการหาตำแหน่งในเกมรุก

    อย่างไรก็ตาม กุนซือสเปเชี่ยล วัน ก็ยังคงเชื่อมั่นในความสามารถของดาวยิงรายนี้อยู่ หลังออกมาให้สัมภาษณ์ว่า “ผมเห็นด้วยที่เขาไม่ได้มีช่วงเวลาที่ดีนัก ไม่ใช่แค่การที่เขาทำประตูไม่ได้ แต่มันรวมถึงเรื่องของความมั่นใจ การเคลื่อนที่ การสัมผัสบอล เขาไม่สามารถเชื่อมต่อกับทีมได้เลย แต่เขาเป็นกองหน้าของเรา เขาเป็นกองหน้าที่ดี และเราก็เชื่อในตัวเขา”


    ฟอร์มของทีม

    อีกหนึ่งเรื่องที่ทำให้ฟอร์มการเล่นของลูกากูกับแมนฯ ยูไนเต็ด ไม่โดดเด่นเหมือนตอนเล่นให้เบลเยี่ยม ก็คือเรื่องฟอร์มการเล่นโดยรวมของทีม เห็นได้จากฤดูกาลนี้ แมนฯ ยูไนเต็ด รั้งอยู่ในอันดับ 7 ของลีก หลังผ่านไป 13 เกม ต่างจากฤดูกาลที่แล้ว ซึ่งทัพปีศาจแดงอยู่ในอันดับ 2 หลังผ่านไป 13 เกม และพวกเขาแพ้ไปเพียง 2 นัดเท่านั้น ต่างจากตอนนี้ที่แพ้ไปแล้ว 4 เกม และลูกากูก็ทำประตูในลีกไปถึง 8 ลูก ต่างจากฤดูกาลนี้ที่ทำไปเพียง 4 ลูกเท่านั้น

    ส่วนการเล่นกับทีมชาติเบลเยี่ยม ลูกากูนั้นได้ลงสนามร่วมกับบรรดาแข้งฟอร์มดีอย่างอาซาร์, วิตเซล, เมอร์เทนส์ และอีกหลายๆ คน รวมถึงก่อนหน้านี้พวกเขาก็ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในฟุตบอลโลก จึงไม่แปลกนักที่นักเตะจะยังคงทำผลงานได้ดี และเมื่อฟอร์มการเล่นของทีมเป็นไปได้ด้วยดี ลูกากูเองก็พลอยทำผลงานได้ดีไปด้วย

    อย่างไรก็ตาม ฤดูกาล 2018/19 เพิ่งจะผ่านไปไม่ถึงครึ่งฤดูกาล ทำให้ลูกากูยังมีเวลาเรียกฟอร์มกลับแมนฯ ยูไนเต็ด อีกพอสมควร และสถิติการพังประตูถล่มทลายกับทีมชาติเบลเยี่ยม และในสมัยที่เล่นให้กับเอฟเวอร์ตัน ก็ไม่ใช่เรื่องฟลุคแต่อย่างใด ฉะนั้นแล้ว เราคิดว่าลูกากูอาจจะแค่อยู่ในช่วงที่ฟอร์มตกกับแมนฯ ยูไนเต็ด เท่านั้น และอีกไม่นาน เขาก็อาจจะกลับมาเป็นลูกากูคนเดียวกับที่เล่นให้ทีมชาติเบลเยี่ยม

    Powered by UFABET


  • Football Sport News

    ตัดเกรดแข้งแมนยูกร่อยแค่เสมอพาเลซ

    แมนฯยูไนเต็ด ชวดเก็บสามแต้มหลังไม่สามารถที่จะเจาะตาข่าย คริสตัล พาเลซ เป็นเกมที่แลกเปลี่ยนกันสนุกสนาน

    เว็บ UFABET ทั้งสองกลุ่มได้โอกาสอยู่ไม่น้อยแต่ว่าไม่สามารถที่จะจบสกอร์ลงได้ ฝั่ง ภูติผีแดง แม้ว่าจะบุกหนักขนาดไหนแม้กระนั้นเกมรุกดูเหมือนจะยังขาดความรู้ความเข้าใจกันค่อนข้างจะมากมายและก็ยังสร้างสรรค์ช่องทางได้ไม่ดีพอเพียง ทำให้ทำเป็นเพียงแค่เสมอแบบไม่มีสกอร์ พวกเรามาดูคะแนนนักฟุตบอลแมนฯยูไนเต็ด ในนัดหมายนี้กัน

     

    ดาบิด เด เคอา 7
    ได้โอกาสได้เซฟอยู่น้อยครั้ง แต่ว่าได้โชว์ดับเบิ้ลเซฟสำคัญในช่วงหลัง

    มัตเตโอ ดาร์เมียน 6
    สามารถจัดการกับ วิลฟรีด ซาฮา ก้าวหน้า ถ้าว่าเมื่อเพิ่มเกมรุกขึ้นไปทำอะไรเกือบจะมิได้ ลูกครอสของเขายังไม่แม่นยำเหมือนเคย

    คริส สมอลลิ่ง 6
    มีหลุดตำแหน่งให้เห็นอยู่บ้างแต่ว่าโดยรวมเขาสามารถหยุด วิลฟรีด ซาฮา ได้อยู่หมัด น่าทำแต้มขึ้นนำได้จากจังหวะโหม่ง

    วิคเตอร์ ลินเดอเลิฟ 6
    งานหนักในเการต่อกรจังหวะสวนกลับของ พาเลซ มีจังหวะพลาดพบ ทาวน์เซนด์ เลี้ยงผ่านไปง่ายๆแต่ว่าโดยรวมป้องกันเกมรับได้ดี

    แอชลีย์ ยัง 4
    เป็นผู้ที่เปิดบอลได้ลุ้นเสมอแต่ว่าก็ทำได้เพียงแค่ลุ้นแค่นั้น มักจะเติมเกมรุกขึ้นไปแล้วลงมาช่วยเกมรับไม่ทัน

    เนมานย่า มาติช 4
    ความเฉื่อยชาของเขาทำให้ตามเกมรุกของพาเลซไม่ค่อยทัน ส่งบอลก็พลาดหลายครั้ง

    ปอล ป็อกบา 5
    บอลยาวงามๆกับบอลทะลุช่องของเขาทำได้ต่ำยิ่งกว่ามาตรฐาน บางครั้งบางคราวเก็บบอลกับตัวนานเกินความจำเป็นจนถึงทำเสียบอล โดนสลับตัวออกในช่วงหลัง

    อองโตนี่ มาร์กซิยาล 5
    ผิดฟอร์มไปค่อนข้างจะมาก จังหวะเลี้ยงหลบคู่แข่งมีน้อยรวมทั้งจังหวะทำประตูก็น้อยครั้ง ชวดทำสถิติยิง 6 นัดหมายติดพอๆกับ คริสเตียโน่ โรนัลโด้

    เจสซี่ ลินการ์ด 4
    ติดต่อประสานงานกับ ปอล ป็อกบา ได้บ้าง แต่ว่าท้ายที่สุดชอบตายเมื่อเข้าในกรอบจุดโทษ ได้โอกาสทองคำแต่ว่าจบไม่คม

    ฆวน มาต้า 5
    มักจะเป็นคนสร้างความต่างให้กับทีมแต่ว่าไม่ใช่สำหรับเกมนี้ การส่งบอลของเขายังช่วยเกมรุกมิได้มากมาย โดนสลับตัวออกในช่วงหลัง

    โรเมลู ลูกากู 5
    เริ่มเกมดูกระหายเข้าหาบอล แต่ว่าถัดมาก็กลับสู่ฟอร์มเดิม เก็บบอลมิได้ ได้บอลน้อย มีส่งบอลไปก้นตาข่ายได้แต่ว่าก็ล้ำหน้าอีก เป้าสะอาดเป็นนัดหมายที่ 11 ต่อเนื่องกัน

    ตัวสำรองที่ลงในสนาม

    มาร์คัส แรชฟอร์ด 5.5 (ลงมาแทน ฆวน มาต้า นาทีที่ 60)
    ใช้ความเร็วฉุดกระชากหนีคู่แข่งขันได้ดิบได้ดี แต่ว่าก็ทำอะไรมิได้มากมาย

    มารูยาน เฟลไลนี่ 5.5 (ลงมาแทน เจสซี่ ลินการ์ด นาทีที่ 60)
    ลงมาแล้วยังช่วยทีมมิได้มากเท่าไรนัก

    อเล็กซิส ซานเชซ 5 (ลงมาแทน ปอล ป็อกบา นาทีที่ 68)
    มีจังหวะสวนกลับ แต่ดันส่งบอลบกพร่องแบบคาตา

    สมัครสมาชิกคลิก : UFABET , แทงบอลออนไลน์ , แทงบอลเงินสด , สูตรแทงบอล , สมัคร UFABET , ยูฟ่าเบท

สมัคร UFABET ดีที่สุดในเอเชีย คืนยอดเสีย 5% ทุกสิ้นเดือน