• Football Sport News,  Uncategorized

    7 นักเตะ อาร์เซนอล ที่ถูกปล่อยยืมตัวออกไป ใครรุ่ง-ร่วง ?

    มาดูกันว่านักเตะทั้งวัยเก๋าและดาวรุ่งที่ถูกปล่อยยืมตัวจากทีมจอมปั้นอย่าง อาร์เซนอล เป็นอย่างไรกันบ้างในตอนนี้ โดยเราได้จัดอันดับให้ได้ติดตามกัน

    อูไน เอเมรี่ ผู้จัดการทีมของ อาร์เซนอล ได้เสริมทีมเพียงเล็กน้อยเท่านั้นในซัมเมอร์ที่ผ่านมา แต่พวกเขาส่งนักเตะออกไปด้วยสัญญายืมตัวถึง 7 คน

    นักเตะทุกคนที่ถูกปล่อยยืมต่างก็กำลังพยายามพิสูจน์ตัวเองอย่างสุดตัวเพื่อขึ้นมาเป็น 11 ตัวจริงในทีมของ อูไน เอเมรี่ ให้ได้

    วันนี้เราถึงมาเจาะลึกถึง 7 ประจันบาลที่ อาร์เซนอล ได้ปล่อยยืมออกไปว่าพวกเขากำลังทำได้ดีมากน้อยแค่ไหน เราได้จัดอันดับจากการประสบความสำเร็จในฤดูกาลปัจจุบันนี้ของพวกเขากัน


    7. เคเลชี เอ็นวาคาลี (ปอร์โต้ บี)

    ตำแหน่ง: กองกลางตัวรุก • อายุ: 20 ปี • ลงสนามในลีก: 5 เกม
    มันเป็นเรื่องสำคัญมากที่จะต้องรู้ว่า เคเลชี เอ็นวาคาลี ไม่ได้ไปร่วมทีมจ่าฝูงของ พรีเมร่า ลิกา อย่าง ปอร์โต้ แต่เขาไปร่วมทีม บี ที่เป็นทีมสำรองในลีกรองของ โปรตุเกส

    แข้งไนจีเรีย ลงสนามไปแล้ว 5 เกมแต่ยังไม่สามารถทำประตูหรือแอสซิสท์ได้เลย จากสถานการณ์ในตอนนี้ ปอร์โต้ จะดึงตัวเขาไปอย่างถาวร หรือ อาร์เซนอล จะใช้งานเขาในอนาคตหรือไม่ก็ยังไม่มีอะไรแน่นอน ต้องดูสถานการณ์ต่อไปอีกซักพัก


    6. คาลัม แชมเบอร์ส (ฟูแล่ม)

    ตำแหน่ง: กองหลังตัวกลาง • อายุ: 23 ปี • ลงสนามในลีก: 8 เกม

    ภายใต้การคุมทีมของ สลาวิซ่า ยานโควิช ที่พึ่งจะถูกปลดออกจากตำแหน่งไปเมื่ออาทิตย์ก่อน คาลัม แชมเบอร์ส เป็นหนึ่งในแผงหลังของ ฟูแล่ม ที่เรียกได้ว่ายังมีปัญหาอยู่ทุกจุดและทีมก็พยายามอย่างหนักเพื่อปิดช่องโหว่ที่เกิดขึ้น แชมเบอร์ส ได้ลงสนาม 8 จาก 13 พรีเมียร์ลีกเกม ซึ่งฟูแล่ม โดนยิงไปถึง 33 ประตู มากกว่าทีมไหนๆ

    นับว่าเป็นฤดูกาลที่ยากลำบากสำหรับ กองหลังรายนี้ ในฤดูกาลที่แล้ว แชมเบอร์ส ลงสนามให้ อาร์เซนอล 24 เกมในทุกรายการหลังจากสลัดอาการบาดเจ็บได้ในช่วงต้นฤดูกาล และ เอเมรี่ ก็แฮปปี้กับการปล่อยให้เขายืมตัวออกมาในปีนี้ ไม่มีใครคาดคิดว่า ฟูแล่ม จะย่ำแย่ในแนวหลัง และนับว่าเป็นเรื่องโชคร้ายที่ แชมเบอร์ส ก็เป็นส่วนหนึ่งในนั้น

    แน่นอนว่าในตอนนี้ เคลาดิโอ รานิเอรี่ ได้ขึ้นมาเป็นหัวเรือคนใหม่ของทีม แชมเบอร์ส อาจจะเล่นได้ดีขึ้นด้วยสไตล์ของโค้ชที่เน้นเกมรับมากกว่าเดิม ทั้งนี้ แชมเบอร์ส ถูกเลือกให้ลงเล่นในตำแหน่งกองกลางในเกมแรก ที่รานิเอรี่ได้คุมทีมเป็นเกมแรกกับ เซาธ์แฮมป์ตัน ซึ่งเป็นตำแหน่งที่เขาเคยเล่นให้กับ อาร์เซนอล ในช่วงพรีซีซั่น ซึ่งก็เป็นอะไรที่น่าสนใจหากเขายังคงเล่นตำแหน่งนี้ต่อไป


    5. ทาคุมะ อาซาโนะ (ฮันโนเวอร์)

    ตำแหน่ง: กองหน้า • อายุ: 24 ปี • ลงสนามในลีก: 5 เกม

    นับตั้งแต่มาร่วมทีม อาร์เซนอล ในปี 2016 กองหน้าทีมชาติญี่ปุ่นรายนี้ก็ถูกปล่อยยืมตัวมาเล่นที่ เยอรมัน มาตลอดสัญญา เขาอยู่กับ สตุ๊ทการ์ท สองฤดูกาลก่อนที่จะมาร่วมทีม ฮันโนเวอร์ เมื่อตลาดซื้อขายครั้งที่ผ่านมา แต่ดูเหมือนว่าอะไรๆจะไม่เป็นไปตามแผน

    อาซาโนะ ได้ลงเล่นเกมลีกแค่ห้าเกมในฤดูกาลนี้และยังยิงประตูไม่ได้เลย ประตูลูกเดียวที่เขายิงให้กับ ฮันโนเวอร์ ได้คือเกมใน เดเอฟเบ-โพคาล และเขาก็ไม่ได้ถูกเลือกให้ลงสนามมากนัก ด้วยอายุที่ก้าวสู่ 24 ปี โอกาสของอาซาโนะกับ อาร์เซน่อล ก็ค่อยๆริบหรี่ลงไปเรื่อยๆ


    4. แมตต์ เมซี่ (พลายมัธ อาร์ไกล์)

    ตำแหน่ง: ผู้รักษาประตู • อายุ: 24 ปี • ลงสนามในลีก: 19 เกม

    แมตต์ เมซี่ ได้ลงเป็นตัวจริง 19 จาก 20 เกมลีกของ พลายมัธ ในฤดูกาลนี้

    พลายมัธ กำลังอยู่ในอันดับ 3 จากท้ายตารางในโซนตกชั้น และเสียประตูไปแล้ว 37 ลูก ซึ่งมีสองทีมที่เสียมากกว่าพวกเขาในฤดูกาลนี้

    ดาวรุ่งจาก อาร์เซนอล เสียประตูไป 35 ประตูจากจำนวนประตูทั้งหมด แต่ก็ต้องบอกว่า เมซี่ ถูกฝั่งตรงข้ามยิงใส่มากกว่าประตูคนไหนๆในลีกเนื่องจากกองหลังที่ค่อนข้างเป็นนักปั้นอยู่พอสมควร เขามีช็อตเซฟที่น่าประทับใจอยู่บ้าง แต่ก็เหมือนกับ อาซาโนะ มันอาจจะสายไปแล้วสำหรับนักเตะที่อายุ 24 กับอนาคตในทีม อาร์เซนอล


    3. ดาวิด ออสปิน่า (นาโปลี)

    ตำแหน่ง: ผู้รักษาประตู • อายุ: 30 ปี • ลงสนามในลีก: 7 เกม

    หลังใช้เวลา 4 ปีในการเป็นประตูสำรองให้กับ อาร์เซนอล โอกาสของ ออสปิน่า ในการเป็น 11 ตัวจริงก็ดูจะริบหรี่ลงหลังจากการมาของ แบรนด์ เลโน่ ทำให้เขาตัดสินใจย้ายมาร่วมทีม นาโปลี ด้วยสัญญายืมตัว
    อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนโอกาสในการลงเล่นมากกว่าเดิมไม่ได้ทำให้ฟอร์มการเล่นของเขาพัฒนาขึ้น ออสปิน่า ถูกดรอบเป็นตัวสำรองหลังจากโชว์เหวอในเกมที่ นาโปลี พ่าย ซามพ์โดเรีย ไป 3-0 และนับจากนั้นเขาก็ถูกโรเตชั่นสลับกับ โอเรสติส คาร์เนซิส ที่พึ่งเสียประตูไป 2 ลูกจาก 6 เกมในเซเรียอา

    จากฟอร์มของคู่แข่งแย่งตำแหน่งที่ดีขนาดนี้ แต่สิ่งที่ยังทำให้ ออสปิน่า ยังคงรักษาความเชื่อใจไว้ใจครึ่งหนึ่งก็มาจากเกมที่เขาโชว์ฟอร์มได้อย่างสุดยอดในการเอาชนะ ลิเวอร์พูล ในแชมเปี้ยนส์ลีก และยังเก็บคลีนชีตได้อีกด้วย


    2. คริสเตียน บีลิค (ชาห์ลตัน แอตเลอติก)

    ตำแหน่ง: กองหลังตัวกลาง • อายุ: 20 ปี • ลงสนามในลีก: 10 เกม

    เขาเป็นกองหลังที่สามารถเล่นในตำแหน่งกองกลางได้ บีลิค มีความสามารถในการขึ้นบอลจากแนวรับได้ก็ทำให้เขาโดดเด่นขึ้นมาใน ลีกวัน เขาทำประตูไปแล้ว 2 จาก 10 เกมที่ลงสนามในลีก ซึ่งก็รวมถึงประตูที่ทำให้ทีมกลับมาเอาชนะ เซาธ์เอนด์ ไดในช่วงท้ายเกมเมื่อช่วงท้ายเดือนกันยายน

    แต่ บีลิก ยังคงมีการบ้านอีกเยอะในเกมรับ และนั่นก็เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดคำถามว่าเขาดีพอสำหรับ อาร์เซนอล ชุดใหญ่แล้วหรือยัง สัญญาของเขากับ กุนเนอร์ส จะหมดลงในซัมเมอร์ปี 2020 ดังนั้นความกดดันจะมาหาเข้าให้ต้องพัฒนาฟอร์มการเล่นกับ ชาห์ลตัน ได้ดียิ่งขึ้นกว่านี้


    1. รีส เนลสัน (ฮอฟเฟนไฮม์)

    ตำแหน่ง: กองกลางตัวรุก • อายุ: 18 ปี • ลงสนามในลีก: 8 เกม

    รีส เนลสัน เริ่มต้นชีวิตใน บุนเดสลิกา ได้อย่างน่าทึ่ง เขามักจะถูกเปลี่ยนลงสนามมาเป็นสำรองใน บุนเดสลิกา ซึ่งในตอนนี้เขาพึ่งได้ลงสนามเพียงแค่ 327 นาที แต่มีค่าเฉลี่ยการทำประตูอยู่ที่ทุกๆ 55 นาที และเขาก็ทำไปแล้ว 6 ประตูจาก 8 เกมที่ลงสนาม

    เช่นเดียวกันกับ จาดอน ซานโช่ ที่ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ เนลสัน ได้เป็นเหมือนกรุยทางให้กับดาวรุ่งสัญชาติอังกฤษได้รู้ว่าพวกเขาสามารถมาพัฒนาตัวเองที่ บุนเดสลิกา ได้ อาร์เซนอล จะต้องปลื้มใจอย่างมากที่ดาวรุ่งของพวกเขาได้รับประสบการณ์เต็มๆจากลีกสูงสุด ซึ่งประสบการณ์นี้ก็อาจจะส่งผลให้ เนลสัน มีส่วนร่วมในทีมชุดใหญ่ของทีมปืนใหญ่ในฤดูกาลหน้า

    เส้นทางของ เนลสัน ในถ้วย แชมเปี้ยนส์ลีก ดูจะไม่ราบรื่นเท่าที่ควร เขาได้ลงเล่นเพียงแค่ 68 นาที และทีมของเขาก็ตกลงไปเล่นในถ้วย ยูโรป้า หลังจากผ่านช่วง คริสต์มาส ซึ่งก็อาจจะทำให้ เนลสัน ได้รับโอกาสลงเล่นในถ้วยยุโรปมากขึ้น

    Powered by UFABET


  • Football Sport News

    6 นักเตะที่อันเดอร์เรตที่สุดในพรีเมียร์ลีก

    ในสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา บรรดาแนวรุกต่างทำผลงานได้ดีจนยึดพาดหัวข่าวของหนังสือพิมพ์ แต่บรรดาตัวรุกเหล่านี้จะสร้างผลงานไม่ได้เลยถ้าขาดนักเตะเหล่านี้ และดาเนี่ยล สตอเรย์ ก็จะมาพูดถึงคุณค่าของนักเตะเหล่านี้

    อายเมริค ลาปอร์ต (แมนฯ ซิตี้)

    มีนักเตะของแมนฯ ซิตี้ ถึง 3 คน ที่เราอยากจะเลือกมาติดในลิสต์นี้ แต่ดาบิด ซิลบา ก็ได้รับคำสรรเสริญมากแล้ว แม้จะยังไม่เท่าที่ควรก็ตาม ขณะที่แฟร์นานดินโญ่ ก็ยังคงเป็นหัวใจสำคัญในแดนกลางของเรือใบสีฟ้า จนทำให้บรรดาตัวรุกของทีมเล่นเกมรุกได้อย่างหมดห่วง

    แต่คนที่อันเดอร์เรตที่สุดของแมนฯ ซิตี้ คงหนีไม่พ้นลาปอร์ต ปราการหลังรายนี้อาจจะไม่ได้มีสรีระที่แข็งแกร่งเหมือนฟาน ไดจ์ค หรือไม่ได้ทำผลงานได้ดีกับทีมชาติเหมือน จอห์น สโตนส์ หรือ แฮร์รี่ แมคไกวร์ แต่ดาวเตะวัย 24 ปีรายนี้ ก็เป็นกองหลังที่ทำผลงานได้ดีที่สุดในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ และตลอด 22 เกมที่เขาลงสนามให้กับทีม นับตั้งแต่ที่ย้ายมาเอติฮัด สเตเดี้ยม เมื่อเดือนมกราคม ทีมก็ไม่เคยแพ้ใคร (ชนะ 20 เสมอ 2)

    และมันก็ถือเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจมาก ที่ลาปอร์ตยังคงถูกทีมชาติฝรั่งเศสมองข้ามมาโดยตลอด แม้เขาจะเคยถูกเรียกติดทีมชาติมาแล้วในเดือนตุลาคม แต่เจ้าตัวก็ยังไม่เคยลงสนามให้กับทัพเลส เบลอส์ เลย ซึ่งเรื่องนี้ก็สมควรจะทำให้ดิดิเยร์ เดสชองส์ ถูกวิจารณ์นะ แม้กุนซือรายนี้เพิ่งจะพาทัพตราไก่คว้าแชมป์โลกมา แต่การเรียกมามาดู ซาโก้ กับ อาดิล รามี่ ไปติดทีมชาติก่อนลาปอร์ตนั้น ก็ไม่น่าเกิดขึ้นจริงๆ


    อังเดร โกเมส (เอฟเวอร์ตัน)

    มาร์โก ซิลวา อาจจะเครียดอยู่บ้าง ในความพยายามที่จะพัฒนาการเล่นของเอฟเวอร์ตัน แต่การมาของโกเมส ก็ทำให้ทีมเก็บชัยได้ถึง 3 จาก 5 นัด ที่มิดฟิลด์ทีมชาติโปรตุเกสลงสนาม ส่วนอีก 2 เกมที่ไม่ชนะ ก็เป็นการบุกไปยันเสมอเชลซีถึงสแตมฟอร์ด บริดจ์ และบุกไปพ่ายรองแชมป์เก่าอย่างแมนฯ ยูไนเต็ด การมาของกองกลางจากบาร์เซโลน่า ทำให้แผงมิดฟิลด์ของท็อฟฟี่สีน้ำเงินนิ่งขึ้น และการประสานงานของเขากับอิดริสซ่า เกย์ ก็ทำให้แดนกลางของทีมดูสมบูรณ์แบบทีเดียว

    โกเมสเป็นเหมือนสัญลักษณ์ของเอฟเวอร์ตัน ในยุคของมาร์โก ซิลวา เขาเป็น 1 ใน 6 การเซ็นสัญญากับเอฟเวอร์ตันชุดใหญ่ในฤดูกาลนี้ ร่วมกับริชาร์ลิสัน, เคิร์ท ซูม่า, เยอรี่ มิน่า, ลูคัส ดีญ และแบร์นาร์ด ซึ่งทั้งหมดต่างมีอายุอยู่ในช่วง 21-25 ปี ขณะที่ 2 ฤดูกาลก่อน มีนักเตะของท็อฟฟี่สีน้ำเงินถึง 10 คน ที่มีอายุอยู่ในช่วง 26-33 ปี

    หากไม่นับริชาร์ลิสัน นักเตะที่เหลือต่างย้ายจากทีมในระดับแชมเปี้ยนส์ ลีก ทั้งสิ้น ซึ่งตัวโกเมสเองอาจจะทำผลงานได้ไม่ดีนักกับบาร์เซโลน่า แต่เขาก็เคยทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมกับบาเลนเซีย และในตอนนี้ มิดฟิลด์เลือดฝอยทองก็เข้ามาเติมเต็มคุณภาพให้แผงกลางของทีม ในแบบที่มอร์แกน ชไนเดอร์ลิน และทอม เดวีส์ ไม่สามารถทำได้


    แมตต์ โดเฮอร์ตี้ (วูล์ฟแฮมป์ตัน)

    มันยากที่จะโต้แย้งว่าขุมกำลังหลักส่วนใหญ่ของวูล์ฟสฯ เป็นเด็กในสังกัดของฮอร์เก้ เมนเดส ก่อนที่เกมจะเริ่ม จอทีวียักษ์ที่ขอบสนามมักจะแสดงไฮไลท์ในช่วง 3 เดือนแรกอันยอดเยี่ยมบนพรีเมียร์ลีกของทีม และคุณก็มักจะได้ยินชื่อ เจา มูตินโญ่, รูเบน เนเวส, ราอูล ฆิเมเนซ หรือ อิวาน คาวาเลโร่ ซึ่งล้วนแต่เป็นลูกค้าของซูเปอร์เอเยนต์ชาวโปรตุกีส

    แต่หากคุณถามแฟนบอลของทัพหมาป่าว่าใครเป็นนักเตะที่ดีที่สุดในทีม พวกเขาก็คงจะไม่ได้พูดชื่อนักเตะของเมนเดสหรอก คอเนอร์ โคดี้ อาจจะทำผลงานได้ดีในตำแหน่งเซนเตอร์แบ็ค แต่คนที่ทำผลงานน่าประทับใจที่สุดคือแมตต์ โดเฮอร์ตี้ มีนักเตะฟูลแบ็คในลีกแค่เพียง 2 คนเท่านั้น ที่ได้สัมผัสบอลในกรอบเขตโทษคู่แข่งมากกว่าโดเฮอร์ตี้ และสร้างโอกาสให้เพื่อนร่วมทีมได้มากกว่าเขา

    ฟูลแบ็ควัย 26 ปี กำลังทำผลงานได้ดีมากๆ กับวูล์ฟสฯ และเขาน่าจะเป็นตัวแทนที่เหมาะสมสำหรับเชมัส โคลแมน ที่เข้าสู่เลข 3 ในทีมชาติไอร์แลนด์


    เอเตียน กาปู (วัตฟอร์ด)

    วัตฟอร์ดก็เหมือนกับวูล์ฟสฯ พวกเขาเริ่มต้นฤดูกาลได้อย่างยอดเยี่ยม แม้เครื่องจะแผ่วลงไปบ้าง แต่ตอนนี้พวกเขาก็มีคะแนนเหนือโซนตกชั้นถึง 12 คะแนนแล้ว

    ทัพแตนอาละวาดเต็มไปด้วยผู้เล่นอันเดอร์เรตที่คุณอาจจะลืมชื่อไปในบางครั้ง ไม่ว่าจะเป็น เคร็ก แคธคาท กองหลังที่โชว์ฟอร์มได้สม่ำเสมอมาโดยตลอด, โรแบร์โต้ เปเรย์ร่า มิดฟิลด์ที่ทำประตูสำคัญให้ทีมได้บ่อยๆ หรือจะเป็นโฆเซ่ โฮเลบาส ฟูลแบ็คสายอึดที่ทำผลงานได้ดีแม้จะมีอายุ 34 ปีแล้ว

    แต่คนที่ควรได้รับเครดิตมากที่สุดคือกาปู อดีตดาวเตะของสเปอร์สรายนี้เป็นหัวใจสำคัญของวัตฟอร์ด เจ้าตัวทำหน้าที่ปัดกวาดเกมคู่แข่งในแดนกลางได้อย่างยอดเยี่ยม และมิดฟิลด์รายนี้ก็เป็นหนึ่งในคนที่ทำผลงานในยุคของฆาบี การ์เซีย ได้ดีที่สุด มีผู้เล่นในลีกแค่เพียง 8 คน ที่ประสบความสำเร็จในการเข้าปะทะมากกว่าเขา และมีนักเตะในลีกเพียงคนเดียวที่ตัดบอลได้มากกว่ามิดฟิลด์เลือดน้ำหอมรายนี้


    เชน ดัฟฟี่ (ไบร์ทตัน)

    ผลงานเกมรับของไบร์ทตันถือเป็นเรื่องราวที่ยอดเยี่ยมที่สุดของพรีเมียร์ลีกในช่วง 14 เดือนที่ผ่านมา เพราะแผงแบ็คโฟร์ของพวกเขาต่างเป็นนักเตะที่เล่นให้กับทีมตั้งแต่อยู่ในลีกแชมเปี้ยนชิพ ซึ่งในฤดูกาลที่แล้ว ทัพนกนางนวลก็ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม ด้วยการเป็นทีมครึ่งตารางล่างที่มีสถิติเกมรับดีที่สุดในลีก ส่วนในฤดูกาลนี้ พวกเขาเสียประตูในลีกน้อยกว่าแมนฯ ยูไนเต็ด เสียอีก

    แน่นอนว่าทั้งหมดไม่ใช่ความดีความชอบของดัฟฟี่เพียงคนเดียว แต่เจ้าตัวก็เป็นคนที่ได้ลงสนามอย่างสม่ำเสมอ ภายใต้การทำทีมของคริส ฮิวจ์ตัน ในฤดูกาลนี้ ไม่มีใครทำสถิติเคลียร์บอลได้มากกว่ากองหลังเลือดผู้ดีรายนี้ และเขาสกัดบอลด้วยการโหม่งมากที่สุดในลีก ด้วยจำนวน 66 ครั้งด้วยกัน และก็มีนักเตะเพียงคนเดียวในลีก ที่เข้าบล็อกการยิงประตูของคู่แข่งมากกว่าดัฟฟี่

    ในยุคที่กองหลังต้องออกบอลได้ดี ดูเหมือนว่าสไตล์การเล่นของเซนเตอร์แบ็คไบร์ทตันจะไม่เหมาะสมกับฟุตบอลปัจจุบันเลย อย่างไรก็ตาม การเล่นของดัฟฟี่ยังคงเหมาะสมกับทีม และเป็นที่ต้องการของคริส ฮิวจ์ตัน อยู่เสมอ


    ฟิลิป บิลลิง (ฮัดเดอร์สฟิลด์)

    กับฮัดเดอร์สฟิลด์ บิลลิงถือเป็นหัวใจสำคัญของทีมอย่างแท้จริง เขามีสถิติตัดเกม และได้ง้างเท้ามากที่สุดเป็นอันดับ 3 ในทีม รวมถึงมีสถิติเลี้ยงบอลและเข้าสกัดบอลสำเร็จได้มากที่สุดในทีม

    บิลลิงอาจจะไม่ใช่มิดฟิลด์ที่สมบูรณ์แบบ เพราะบางทีเขาก็เล่นได้ไม่ดีนัก มักจะหลุดจากตำแหน่งที่ควรยืน และบางทีก็ฟอร์มตกไป 3-4 นัดติดต่อกัน

    แต่ในวัย 22 ปี ก็มีกองกลางอยู่ไม่กี่คนหรอก ที่พัฒนาฝีเท้าได้ในช่วงเวลาสั้นๆ เท่ากับกองกลางชาวเดนิชรายนี้ บิลลิงย้ายมาอยู่อคาเดมี่ของฮัดเดอร์สฟิลด์ตอนอายุ 17 ในปี 2013 และหากเขาพัฒนาตัวเองได้เรื่อยๆ ในอนาคตเจ้าตัวก็คงจะถูกเรียกติดทีมชาติเดนมาร์กชุดใหญ่ รวมถึงได้ย้ายไปเล่นทีมใหญ่ๆ ในลีกแน่ เพราะนอกจากจะฝีเท้าดีแล้ว เขายังมีโควตานักเตะโฮมโกรนอีกด้วย

    Powered by UFABET


  • สมัครUFABET, UFABET, ยูฟ่าเบท, เว็บUFABET, สมัครแทงบอลUFABET, แทงบอลออนไลน์, แทงบอลเงินสด, สูตรแทงบอล
    Football Sport News

    เหตุใด “ลูกากู” ร่างแมนฯ ยูไนเต็ด ถึงต่างกับร่างเบลเยี่ยมโดยสิ้นเชิง ??

    ​ในฤดูกาลนี้ ดาวยิงร่างใหญ่เล่นได้อย่างฝืดเคืองเหลือเกินกับแมนฯ ยูไนเต็ด แต่กับทีมชาติเบลเยี่ยม ลูกากูยังคงผลิตสกอร์ได้อยู่เรื่อยๆ แล้วเหตุใด ‘บิ๊กรอม’ ถึงทำผลงานได้ไม่น่าประทับใจเลยในโรงละครแห่งความฝัน เรามีคำตอบให้ทุกคน

    สถิติ 68 ประตู จากการลงเล่นในพรีเมียร์ลีก 141 นัด ให้กับทีมที่อยู่ในโซนกลางตารางอย่างเอฟเวอร์ตัน ก็พอจะเป็นข้อพิสูจน์ได้แล้วว่า โรเมลู ลูกากู คือกองหน้าที่ดีที่สุดคนหนึ่งในลีกสูงสุดแดนผู้ดี

    สถิติดังกล่าว ทำให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซึ่งตอนนั้นมีกองหน้าตัวหลักอย่างซลาตัน อิบราฮิโมวิช ที่เริ่มโรยราเพียงคนเดียว ตัดสินใจทุ่มเงินมหาศาลถึง 70 ล้านปอนด์ เพื่อคว้าตัวดาวยิงทีมชาติเบลเยี่ยมรายนี้มาร่วมทีม ในปี 2017

    ซึ่งในฤดูกาลแรก แม้ ‘บิ๊กรอม’ จะถูกวิจารณ์เรื่องของฝีเท้าอยู่เรื่อยๆ ว่าเขาไม่ใช่นักเตะที่เหมาะกับทีมใหญ่อย่างแมนฯ ยูไนเต็ด แต่เจ้าตัวก็มีสถิติในการทำประตูที่ดีทีเดียว เมื่อเขาทำได้ถึง 27 ประตู จากการลงเล่นให้ยอดทีมจากแมนเชสเตอร์ไป 51 นัดในทุกรายการ

    จนมาในฟุตบอลโลก 2018 ลูกากูก็สามารถทำผลงานได้ดีกับทีมชาติเบลเยี่ยม จากการทำไป 4 ประตู และเขาก็ช่วยให้ทัพปีศาจแดงแห่งยุโรปคว้าอันดับ 3 ในการแข่งขันที่รัสเซียมาครองได้ ซึ่งแฟนบอลของเรด เดวิลส์ เอง ก็คงดีใจไม่น้อย และพวกเขาก็คาดหวังว่า สตาร์วัย 26 ปี จะกลับมาระเบิดฟอร์มสุดยอดที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด

    อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าลูกากูยิ่งเล่นยิ่งแย่ลง ในฤดูกาลนี้เขาโชว์ฟอร์มไม่ออก จนถึงกับโดนโจเซ่ มูรินโญ่ ดรอปออกจากทีมในบางเกม ต่างกับการเล่นให้ทีมชาติเบลเยี่ยม ซึ่งเจ้าตัวยังคงทำประตูได้อยู่เรื่อยๆ และนั่นก็ทำให้หลายๆ คนสงสัยว่า ทำไมอดีตกองหน้าของเชลซีรายนี้ ถึงทำผลงานได้ไม่ดีเลยกับแมนฯ ยูไนเต็ด แต่ยังคงผลิตสกอร์ได้อยู่เรื่อยๆ กับเบลเยี่ยม เราจะพาทุกคนไปหาสาเหตุในเรื่องนี้


    สไตล์การเล่นของทีม

    หนึ่งในจุดที่น่าจะทำให้ลูกากู ไม่สามารถโชว์ฟอร์มออกมาได้กับแมนฯ ยูไนเต็ด นั่นก็คือสไตล์การเล่นของทีม

    โจเซ่ มูรินโญ่ นั้นเป็นกุนซือที่ประสบความสำเร็จมามากมาย แต่เขามีสไตล์การคุมทีมที่ในแบบตีหัวเข้าบ้าน กุนซือชาวโปรตุกีสให้ความสำคัญกับระบบการเล่นที่เน้นผลการแข่งขัน มากกว่าที่จะเน้นการเปิดเกมรุกเพื่อเอนเตอร์เทนแฟนบอล

    ฉะนั้นแล้วการเล่นแบบนี้ก็ยิ่งทำให้โอกาสยิงของทีมน้อยไปด้วย โดยในฤดูกาลนี้ แมนฯ ยูไนเต็ด สร้างโอกาสจบสกอร์ในลีกได้เพียง 169 ครั้ง น้อยกว่าทีมอย่างเซาธ์แฮมป์ตัน, วูล์ฟสฯ หรือเอฟเวอร์ตันเสียอีก ส่วนตัวลูกากูเองก็มีโอกาสทำประตูเฉลี่ย 1.8 ครั้งต่อเกมเท่านั้น ซึ่งถือว่าน้อยมากๆ สำหรับตำแหน่งกองหน้าตัวเป้าของทีม

    นอกจากนี้ ดูเหมือนว่า มูรินโญ่จะชอบใช้งานกองหน้าให้เป็นตัวพักบอลด้วย เขามักจะให้นักเตะมิดฟิลด์หรือกองหลังโยนบอลไปให้กองหน้าเก็บ ก่อนจะเล่นเกมรุกต่อไป ซึ่งมันเคยได้ผลดีมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นการคุมทีมเชลซี ที่มีดิดิเยร์ ดร็อกบา, อินเตอร์ มิลาน ที่มีดีเอโก้ มิลิโต้ และเรอัล มาดริด ที่มี คาริม เบนเซม่า และกอนซาโล่ อิกวาอิน ซึ่งบรรดากองหน้าที่กล่าวมานี้เป็นนักเตะที่มีความสามารถในการเก็บบอลได้ดี

    ทว่ากับลูกากู แม้เขาจะเป็นกองหน้าร่างใหญ่ แต่ดูเหมือนว่าเขาจะไม่เชี่ยวชาญในการเก็บบอลไว้กับตัวเองเสียเลย ซึ่งนั่นอาจจะเป็นเพราะการมีสัมผัสบอลแรกที่ไม่ดีนัก และการเล่นลูกกลางอากาศของเจ้าตัวก็ไม่ดีเอาเสียเลย โดยดาวยิงทีมชาติเบลเยี่ยมมีสถิติชนะการดวลลูกกลางอากาศในพรีเมียร์ลีกแค่เพียง 48% ในฤดูกาลที่แล้วซึ่งถือว่าน้อยพอสมควรกับนักเตะที่มีส่วนสูงถึง 190 เซนติเมตร

    ส่วนการเล่นกับทีมชาติเบลเยี่ยม ดูเหมือนลูกากูจะมีโอกาสในการทำประตูมากกว่าพอสมควร ด้วยสไตล์การทำทีมให้เล่นเกมรุก และเน้นการต่อบอลบนพื้นของโรแบร์โต้ มาร์ติเนซ ลูกากูทำไปถึง 4 ประตู จากการลงเล่น 2 นัด ในศึกยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก และมีโอกาสได้ง้างเท้ายิงถึง 5.5 ครั้งต่อเกม ฉะนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่ลูกากูซึ่งเล่นในตำแหน่งกองหน้า จะทำผลงานกับทีมที่เน้นการเล่นเกมรุก ได้มากกว่าทีมที่เล่นเพื่อเน้นผลการแข่งขัน


    เพื่อนร่วมทีม

    ที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด นอกจากสไตล์การเล่นที่ดูจะไม่เอื้ออำนวยต่อการเล่นของลูกากูแล้ว บรรดาตัวสร้างสรรค์เกมรุกที่ยืนอยู่ข้างหลังของเขาก็ดูจะไม่มีประสิทธิภาพเอาเสียเลย

    จริงอยู่ที่ปอล ป็อกบา ถือเป็นมิดฟิลด์ที่มีฝีเท้าอยู่ในระดับเวิลด์คลาส แต่เขาก็ไม่สามารถทำผลงานได้อย่างสม่ำเสมอนัก ในขณะที่อเล็กซิส ซานเชส, มาร์คัส แรชฟอร์ด, เจสซี่ ลินการ์ด ก็ไม่ได้มีผลงานที่ดีนัก ขณะที่อองโตนี่ มาร์กซิยาล แม้จะทำผลงานได้ดี แต่ดูเหมือนเขาจะไม่ได้โดดเด่นนักในเรื่องการสร้างโอกาสให้เพื่อน

    ขณะที่การเล่นกับเบลเยี่ยม ลูกากูมีตัวสนับสนุนชั้นยอดอย่างเอเดน อาซาร์, เควิน เด บรอยน์, อักเซล วิตเซล หรือยานนิค คาร์ราสโก้ ที่พร้อมจะช่วยฉีกแนวรับคู่แข่งด้วยการลากเลื้อย การจ่ายบอลที่แม่นยำ ที่พร้อมจะสร้างสรรค์โอกาสให้ลูกากูได้ง้างเท้าทำสกอร์อยู่ตลอดเวลา


    ความมั่นใจที่หดหาย

    ยามรับใช้ทีมชาติเบลเยี่ยม ลูกากูมีสถิติการทำประตูที่ยอดเยี่ยมมาก โดยในปี 2018 ลูกากูทำประตูให้ทีมชาติเบลเยี่ยมไปแล้ว 14 ประตู จากการลงเล่น 14 เกมซึ่งถือเป็นสถิติที่สุดยอดมากๆ

    แต่กับแมนฯ ยูไนเต็ด นับตั้งแต่ที่ลูกากูทำประตูได้ในเกมชนะวัตฟอร์ด 2-1 เมื่อเดือนกันยายน เขาก็ไม่สามารถยิงได้อีกเลย และหากนับถึงตอนนี้ กองหน้าวัย 25 ปี ก็ยิงให้ทัพปีศาจแดงไม่ได้นานถึง 11 เกม หรือ 933 นาทีเข้าไปแล้ว อีกทั้งค่าเฉลี่ยการได้โอกาสยิงประตูต่อเกมที่น้อยนิด (1.8 ครั้งต่อเกม) ก็ยิ่งทำให้เจ้าตัวมีโอกาสที่จะเรียกความมั่นใจด้วยการยิงประตูน้อยลงไปอีก มันชัดเจนเลยว่า ตอนนี้ กองหน้าเบอร์ 9 ของแมนฯ ยูไนเต็ด กำลังขาดความมั่นใจ และภาษากายของหัวหอกร่างใหญ่ในเกมล่าสุดกับคริสตัล พาเลซ ก็บอกเราอย่างนั้นเช่นกัน

    และการทำงานกับโจเซ่ มูรินโญ่ ก็ไม่ได้ช่วยให้เขามีความมั่นใจมากขึ้นกว่าเดิม เพราะกุนซือโปรตุกีสนั้นมักจะตำหนิลูกทีมออกสื่ออยู่เสมอ ซึ่งนั่นไม่ส่งผลดีต่อนักเตะในทีมเลย และนั่นก็รวมถึงลูกากูด้วย อีกทั้งเสียงวิจารณ์จากแฟนบอลต่ออดีตดาวยิงเวสต์บรอมก็ยังมีมาเรื่อยๆ แม้ในยามที่เจ้าตัวทำประตูได้ ไม่ว่าจะเป็นการบอกว่าสัมผัสบอลแรกไม่ดีบ้าง ตัวใหญ่เสียเปล่าแต่แย่งโหม่งไม่เคยได้บ้าง และการถูกตำหนิเรื่องการหาตำแหน่งในเกมรุก

    อย่างไรก็ตาม กุนซือสเปเชี่ยล วัน ก็ยังคงเชื่อมั่นในความสามารถของดาวยิงรายนี้อยู่ หลังออกมาให้สัมภาษณ์ว่า “ผมเห็นด้วยที่เขาไม่ได้มีช่วงเวลาที่ดีนัก ไม่ใช่แค่การที่เขาทำประตูไม่ได้ แต่มันรวมถึงเรื่องของความมั่นใจ การเคลื่อนที่ การสัมผัสบอล เขาไม่สามารถเชื่อมต่อกับทีมได้เลย แต่เขาเป็นกองหน้าของเรา เขาเป็นกองหน้าที่ดี และเราก็เชื่อในตัวเขา”


    ฟอร์มของทีม

    อีกหนึ่งเรื่องที่ทำให้ฟอร์มการเล่นของลูกากูกับแมนฯ ยูไนเต็ด ไม่โดดเด่นเหมือนตอนเล่นให้เบลเยี่ยม ก็คือเรื่องฟอร์มการเล่นโดยรวมของทีม เห็นได้จากฤดูกาลนี้ แมนฯ ยูไนเต็ด รั้งอยู่ในอันดับ 7 ของลีก หลังผ่านไป 13 เกม ต่างจากฤดูกาลที่แล้ว ซึ่งทัพปีศาจแดงอยู่ในอันดับ 2 หลังผ่านไป 13 เกม และพวกเขาแพ้ไปเพียง 2 นัดเท่านั้น ต่างจากตอนนี้ที่แพ้ไปแล้ว 4 เกม และลูกากูก็ทำประตูในลีกไปถึง 8 ลูก ต่างจากฤดูกาลนี้ที่ทำไปเพียง 4 ลูกเท่านั้น

    ส่วนการเล่นกับทีมชาติเบลเยี่ยม ลูกากูนั้นได้ลงสนามร่วมกับบรรดาแข้งฟอร์มดีอย่างอาซาร์, วิตเซล, เมอร์เทนส์ และอีกหลายๆ คน รวมถึงก่อนหน้านี้พวกเขาก็ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในฟุตบอลโลก จึงไม่แปลกนักที่นักเตะจะยังคงทำผลงานได้ดี และเมื่อฟอร์มการเล่นของทีมเป็นไปได้ด้วยดี ลูกากูเองก็พลอยทำผลงานได้ดีไปด้วย

    อย่างไรก็ตาม ฤดูกาล 2018/19 เพิ่งจะผ่านไปไม่ถึงครึ่งฤดูกาล ทำให้ลูกากูยังมีเวลาเรียกฟอร์มกลับแมนฯ ยูไนเต็ด อีกพอสมควร และสถิติการพังประตูถล่มทลายกับทีมชาติเบลเยี่ยม และในสมัยที่เล่นให้กับเอฟเวอร์ตัน ก็ไม่ใช่เรื่องฟลุคแต่อย่างใด ฉะนั้นแล้ว เราคิดว่าลูกากูอาจจะแค่อยู่ในช่วงที่ฟอร์มตกกับแมนฯ ยูไนเต็ด เท่านั้น และอีกไม่นาน เขาก็อาจจะกลับมาเป็นลูกากูคนเดียวกับที่เล่นให้ทีมชาติเบลเยี่ยม

    Powered by UFABET


  • Football Sport News

    ตัดเกรดแข้งแมนยูกร่อยแค่เสมอพาเลซ

    แมนฯยูไนเต็ด ชวดเก็บสามแต้มหลังไม่สามารถที่จะเจาะตาข่าย คริสตัล พาเลซ เป็นเกมที่แลกเปลี่ยนกันสนุกสนาน

    เว็บ UFABET ทั้งสองกลุ่มได้โอกาสอยู่ไม่น้อยแต่ว่าไม่สามารถที่จะจบสกอร์ลงได้ ฝั่ง ภูติผีแดง แม้ว่าจะบุกหนักขนาดไหนแม้กระนั้นเกมรุกดูเหมือนจะยังขาดความรู้ความเข้าใจกันค่อนข้างจะมากมายและก็ยังสร้างสรรค์ช่องทางได้ไม่ดีพอเพียง ทำให้ทำเป็นเพียงแค่เสมอแบบไม่มีสกอร์ พวกเรามาดูคะแนนนักฟุตบอลแมนฯยูไนเต็ด ในนัดหมายนี้กัน

     

    ดาบิด เด เคอา 7
    ได้โอกาสได้เซฟอยู่น้อยครั้ง แต่ว่าได้โชว์ดับเบิ้ลเซฟสำคัญในช่วงหลัง

    มัตเตโอ ดาร์เมียน 6
    สามารถจัดการกับ วิลฟรีด ซาฮา ก้าวหน้า ถ้าว่าเมื่อเพิ่มเกมรุกขึ้นไปทำอะไรเกือบจะมิได้ ลูกครอสของเขายังไม่แม่นยำเหมือนเคย

    คริส สมอลลิ่ง 6
    มีหลุดตำแหน่งให้เห็นอยู่บ้างแต่ว่าโดยรวมเขาสามารถหยุด วิลฟรีด ซาฮา ได้อยู่หมัด น่าทำแต้มขึ้นนำได้จากจังหวะโหม่ง

    วิคเตอร์ ลินเดอเลิฟ 6
    งานหนักในเการต่อกรจังหวะสวนกลับของ พาเลซ มีจังหวะพลาดพบ ทาวน์เซนด์ เลี้ยงผ่านไปง่ายๆแต่ว่าโดยรวมป้องกันเกมรับได้ดี

    แอชลีย์ ยัง 4
    เป็นผู้ที่เปิดบอลได้ลุ้นเสมอแต่ว่าก็ทำได้เพียงแค่ลุ้นแค่นั้น มักจะเติมเกมรุกขึ้นไปแล้วลงมาช่วยเกมรับไม่ทัน

    เนมานย่า มาติช 4
    ความเฉื่อยชาของเขาทำให้ตามเกมรุกของพาเลซไม่ค่อยทัน ส่งบอลก็พลาดหลายครั้ง

    ปอล ป็อกบา 5
    บอลยาวงามๆกับบอลทะลุช่องของเขาทำได้ต่ำยิ่งกว่ามาตรฐาน บางครั้งบางคราวเก็บบอลกับตัวนานเกินความจำเป็นจนถึงทำเสียบอล โดนสลับตัวออกในช่วงหลัง

    อองโตนี่ มาร์กซิยาล 5
    ผิดฟอร์มไปค่อนข้างจะมาก จังหวะเลี้ยงหลบคู่แข่งมีน้อยรวมทั้งจังหวะทำประตูก็น้อยครั้ง ชวดทำสถิติยิง 6 นัดหมายติดพอๆกับ คริสเตียโน่ โรนัลโด้

    เจสซี่ ลินการ์ด 4
    ติดต่อประสานงานกับ ปอล ป็อกบา ได้บ้าง แต่ว่าท้ายที่สุดชอบตายเมื่อเข้าในกรอบจุดโทษ ได้โอกาสทองคำแต่ว่าจบไม่คม

    ฆวน มาต้า 5
    มักจะเป็นคนสร้างความต่างให้กับทีมแต่ว่าไม่ใช่สำหรับเกมนี้ การส่งบอลของเขายังช่วยเกมรุกมิได้มากมาย โดนสลับตัวออกในช่วงหลัง

    โรเมลู ลูกากู 5
    เริ่มเกมดูกระหายเข้าหาบอล แต่ว่าถัดมาก็กลับสู่ฟอร์มเดิม เก็บบอลมิได้ ได้บอลน้อย มีส่งบอลไปก้นตาข่ายได้แต่ว่าก็ล้ำหน้าอีก เป้าสะอาดเป็นนัดหมายที่ 11 ต่อเนื่องกัน

    ตัวสำรองที่ลงในสนาม

    มาร์คัส แรชฟอร์ด 5.5 (ลงมาแทน ฆวน มาต้า นาทีที่ 60)
    ใช้ความเร็วฉุดกระชากหนีคู่แข่งขันได้ดิบได้ดี แต่ว่าก็ทำอะไรมิได้มากมาย

    มารูยาน เฟลไลนี่ 5.5 (ลงมาแทน เจสซี่ ลินการ์ด นาทีที่ 60)
    ลงมาแล้วยังช่วยทีมมิได้มากเท่าไรนัก

    อเล็กซิส ซานเชซ 5 (ลงมาแทน ปอล ป็อกบา นาทีที่ 68)
    มีจังหวะสวนกลับ แต่ดันส่งบอลบกพร่องแบบคาตา

    สมัครสมาชิกคลิก : UFABET , แทงบอลออนไลน์ , แทงบอลเงินสด , สูตรแทงบอล , สมัคร UFABET , ยูฟ่าเบท