Football Sport News,  UFABET : Football Knowledge

ราฟา + บีร็อด = เจอร์เกน คล็อปป์


หงส์เเดงที่รอคอย

หนึ่งในกุญแจสำคัญที่ลิเวอร์พูลบินสูงในตอนนี้ คือการที่คล็อปป์สามารถสร้างสมดุลในแผนการเล่นของตัวเองได้เสียที ซึ่งมันก็เป็นเหมือนกับการผนวกความแกร่งในเกมรับแบบเบนิเตซ และความดุดันในเกมรุกแบบร็อดเจอร์ส มาไว้ด้วยกัน


ลิเวอร์พูลไม่สามารถคว้าแชมป์ลีกสูงสุดของอังกฤษได้ตั้งแต่ปี 1990 และตลอด 28 ปี ที่ผ่านมา พวกเขาก็ทำได้เพียงแค่ใกล้เคียงกับการเป็นแชมป์ลีก แม้ในบางช่วงเวลา ทีมจะมีแข้งพรสวรรค์สูงอย่างเฟอร์นานโด ตอร์เรส, หลุยส์ ซัวเรส และสตีเว่น เจอร์ราร์ด อยู่ในทีมด้วยก็ตาม

อย่างไรก็ตาม ทุกอย่างดูเหมือนจะเปลี่ยนไป นับตั้งแต่ชายที่ชื่อ เจอร์เกน คล็อปป์ เข้ามากุมบังเหียนทีมจากเมอร์ซีย์ไซด์ ในฤดูกาลนี้ เขาพาทีมไม่แพ้ในลีกมาแล้ว 18 เกมติดต่อกัน ซึ่งมากกว่าที่ราฟา เบนิเตซ เคยทำไว้เมื่อปี 2008 1 เกม และมากกว่าที่ร็อดเจอร์สเคยทำไว้เมื่อปี 2014 2 เกม

แล้วอะไรกันที่ทำให้ทัพหงส์แดงทำผลงานได้ดีในฤดูกาลนี้งั้นเหรอ เอาเป็นว่าเพราะเราดูสถิติของเบนิเตซ และ ร็อดเจอร์ส แล้ว ก็ทำให้เราเข้าใจได้ว่า คล็อปป์นำความยอดเยี่ยมจากสไตล์การเล่นของเบนิเตซ และ ร็อดเจอร์ส มารวมกันไงล่ะ

เกมรับที่เหนียวแน่นในแบบของเบนิเตซ เมื่อบวกกับเกมรุกอันมีชีวิตชีวาในแบบร็อดเจอร์ส ที่คล็อปป์นำมาปลูกฝังให้นักเตะเข้าใจและมีความรับผิดชอบต่อการเล่น ให้สมกับการเล่นเป็นนักเตะของทัพหงส์แดง

แต่มันจะเป็นจริงอย่างที่เราเกริ่นไว้หรือไม่ เราจะมาเจาะลึกให้ทราบกันอย่างชัดเจน


วัดจากสถิติ

เบนิเตซสร้างทีมให้มีเกมรับแข็งแกร่ง และทำให้คู่แข่งเจาะผ่านยาก ขณะเดียวกันก็ใช้ความเร็วของเฟอร์นานโด ตอร์เรส ในการทะลวงคู่แข่ง และตลอดสถิติการไม่แพ้ใครติดกัน 17 เกมของกุนซือสแปนิช ก็ปรากฏว่าพวกเขาไม่เสียประตูถึง 10 เกม

โดยแนวรับในชุดนั้นประกอบด้วยซามี่ ฮูเปีย และดาเนี่ยล แอ็กเกอร์ ซึ่งยังไม่รวมเจมี่ คาร์ราเกอร์ ซึ่งเบนิเตซเข้ามาปับปรุงแนวรับของทีมให้แข็งแกร่งขึ้นอย่างชัดเจน ต่างจากสมัยที่รอย อีแวนส์ คุมทีมอยู่

อย่างไรก็ตาม หากวัดจะช่วงที่ทำสถิติ ทีมของเบนิเตซทำได้เพียง 27 ประตู ต่างจากยุคของคล็อปป์และร็อดเจอร์ส ที่ทำประตูได้ 41 และ 52 ลูก ตามลำดับ

ซึ่งสถิติไม่แพ้ใคร 17 เกมติดกันในลีกของเบนิเตซ เกิดในช่วงระหว่างฤดูกาล 2007/08 ซึ่งทีมได้อันดับ 4 และในฤดูกาล 2008/09 ที่ได้อันดับ 2 แม้วิธีการนี้จะทำให้ลิเวอร์พูลก้าวขึ้นมาเป็นทีมลุ้นแชมป์ได้ แต่มันก็ทำให้แฟนรู้สึกเซ็งเล็กน้อย แม้หลังๆ เล่า เดอะ ค็อป อาจจะชินเรื่องนี้ก็ตาม


ยิงแหลกยุคร็อดเจอร์ส

ลิเวอร์พูลในยุคของร็อดเจอร์สต่างกับในยุคของเบนิเตซอย่างสิ้นเชิง ในช่วงที่ทีมไม่แพ้ใคร 16 เกม ลูกทีมของร็อดเจอร์สทำประตูไปถึง 52 เกม อย่างไรก็ตาม แนวรับของทีมในชุดนั้นพร้อมจะเสียประตูตลอดเวลา

พวกเขาเสียไป 21 ประตู ปล่อยให้คู่แข่งมีโอกาสยิง 200 ครั้ง และเก็บคลีนชีตได้เพียง 5 เกม และความอ่อนแอในแผงหลังของทีม ก็ทำให้ลิเวอร์พูลพลาดการคว้าแชมป์ลีกในฤดูกาล 2013/14 ไปอย่างไม่น่าเชื่อ โดยเฉพาะในเกมกับคริสตัล พาเลซ ในเซลเฮิร์ต ปาร์ค ที่ทัพหงส์แดงนำก่อน 3-0 แต่เกมกลับจบด้วยสกอร์ 3-3 ซึ่งเกมนั้นก็บอกถึงความยอดเยี่ยมในแนวรุก และความย่ำแย่ในแนวรับของลิเวอร์พูลชุดนั้นได้เป็นอย่างดี

การจะทำให้ทีมเป็นแชมป์ ทีมๆ นั้นจะต้องมีเกมรับที่แข็งแกร่งด้วย ไม่ใช่แค่มีเกมรุกยอดเยี่ยมเพียงอย่างเดียว ซึ่งร็อดเจอร์สไม่สามารถทำอย่างนั้นได้ และเมื่อพวกเขาเสียหลุยส์ ซัวเรส ให้บาร์เซโลน่า ทัพหงส์แดงก็ตกลงมาอยู่ในอันดับ 6 แทน ทั้งที่ซีซั่นที่แล้วพวกเขาเป็นรองแชมป์


ผนวกจุดเด่น

ในช่วงแรก คล็อปป์อาจจะโดนวิจารณ์อย่างหนักในเรื่องการจัดการเกมรับ แต่ในที่สุด อดีตกุนซือดอร์ทมุนด์ก็หาระบบที่สามารถผนวกเกมรับในแบบของเบนิเตซ และเกมรุกในแบบของร็อดเจอร์สให้ลงตัวได้สำเร็จ

ตอนนี้ก็ผ่านมา 18 เกมแล้ว ที่ลิเวอร์พูลภายใต้การทำทีมของคล็อปป์ ซึ่งให้ลูกทีมเพรสซิ่งสูง และใช้ความเร็วในแนวรุก ไม่แพ้คู่แข่งรายใดเลยในลีก

ลิเวอร์พูลเสริมความแกร่งในแนวรับด้วยการดึงตัวเวอร์กิล ฟาน ไดจ์ค มาร่วมทีม ขณะเดียวกันก็ดึงนาบี เกอิต้า และฟาบินโญ่ เพื่อเพิ่มพละกำลังในแดนกลาง และในเกมล่าสุด พวกเขาก็กำราบแมนฯ ยูไนเต็ด อย่างราบคาบด้วยสกอร์ 3-1

ตอนนี้คล็อปป์ก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า เขาสามารถหาความสมดุลให้กับทีมได้แล้ว และผลงานของพวกเขาก็ดีกว่าซีซั่นที่แล้วอย่างเห็นได้ชัด ในฤดูกาลนี้พวกเขาเพิ่งเสียไปเพียง 7 ประตู คู่แข่งมีโอกาสทำประตูใส่เพียง 141 ครั้ง และรักษาคลีนชีตได้ถึง 10 เกม

นอกจากนี้ ลิเวอร์พูลยังมีขุมกำลังในทีมที่มากมายขึ้น พวกเขามีจอร์แดน เฮนเดอร์สัน และ เซอร์ดาน ชาคิรี่ นั่งอยู่ที่ม้านั่งสำรองในเกมแดงเดือด เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ซึ่งมันหมายถึงพวกเขามีขุมกำลังที่เพียบพร้อมมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ทัพหงส์แดงก็ยิงประตูได้แค่ 41 ลูก จากสถิติ 18 เกมที่ไม่แพ้ใครซึ่งน้อยกว่ายุคร็อดเจอร์ส แต่มันก็แทนที่ด้วยเกมรับที่แข็งแกร่งขึ้น


ต้องไม่พลาดกับทีมใหญ่

ในฤดูกาลที่เบนิเตซพาหงส์แดงจบอันดับ 2 ในลีก ทีมพวกเขาแพ้เพียง 2 เกมตลอดฤดูกาล แต่ฤดูกาลก่อนหน้านั้น พวกเขาแพ้ให้กับแมนฯ ยูไนเต็ด ทั้งเหย้าเยือน และก็ทำให้พวกเขาจบในอันดับ 4 เท่านั้น

ส่วนร็อดเจอร์สนั้น พวกเขาแพ้ให้กับอาร์เซนอล, แมนฯ ซิตี้ และแพ้ให้เชลซีทั้งเหย้าเยือน แต่พวกเขาก็เอาชนะสเปอร์ส และแมนฯ ยูไนเต็ด ได้ทั้งไปและกลับ

อย่างไรก็ตาม ลิเวอร์พูลยังไม่แพ้ให้กับทีมใหญ่ทีมใดเลยในฤดูกาลนี้ ซึ่งนี่ถือเป็นกุญแจสำคัญในการพาทีมไปสู่การคว้าแชมป์สำหรับเจอร์เกน คล็อปป์ และถ้าอดีตผู้จัดการทีมดอร์ทมุนด์ยังรักษาความสม่ำเสมอของทีมไว้ได้ พวกเขาก็อาจจะยุติการร้างแชมป์ลีกไว้เพียง 28 ปีเท่านั้น


Powered by UFABET

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

สมัคร UFABET ดีที่สุดในเอเชีย คืนยอดเสีย 5% ทุกสิ้นเดือน